
เอสเอ็มอีเดือดร้อน ขาดเงินหมุนเวียนธุรกิจ
12 พ.ย. 2558
เปิดซองส่องไทย : เอสเอ็มอีเดือดร้อน ขาดเงินหมุนเวียนธุรกิจ
สืบเนื่องมาจากที่ผมได้ไปยื่นกู้เงินโครงการ Policy loan ดอกเบี้ย 4% ตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีมติครม. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤติและเสริมสภาพคล่อง โดยให้ไปดำเนินการผ่านศูนย์โอเอสเอสที่สสว.ตั้งขึ้นมา และสสว.ได้ตั้งศูนย์โอเอสเอสขึ้นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งทุนโดยสะดวกและรวดเร็ว ในวันที่ 28 กันยายน 2558 ทางท่านผู้จัดการเขตเอสเอ็มอี แบงก์ ได้นัดให้มาพูดคุยกันที่ธนาคารซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากธนาคาร 5 คน เจ้าหน้าที่จากศูนย์โอเอสเอส 3 คน ทางธนาคารโดยผู้จัดการเขต และท่านอื่นๆ ของธนาคาร ได้สอบถามถึงปัญหาและอปุสรรคต่างๆ ผมก็ได้อธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้ทุกท่านทราบหมดแล้ว แต่ธนาคารไม่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่ก่อนและหลังมีมติครม.ออกมา ท่านประธานบอร์ด และท่านเอ็มดีของเอสเอ็มอี แบงก์ ได้พูดไว้ว่า ต้องการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายย่อย (ที่ติดบูโรก็กู้ได้) ให้เขาถึงเงินทุนโดยสะดวกและรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ทางธนาคารก็ได้ไปที่ร้านและพูดว่าจะแก้ปัญหาให้ทั้งระบบ ท่านนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ทาง สสว.จัดกลุ่มเอสเอ็มอีเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความสามารถขยายไปยังต่างประเทศ, กลุ่มที่จะต้องขยายในประเทศ, กลุ่มที่มีศักยภาพแต่ต้องการเงินทุน และกลุ่มที่ปิดไปแล้ว แต่ยังมีความสามารถนำกลับมาดำเนินการได้ (ผมอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพแต่ต้องการเงินทุน) การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนมติ ครม. นโยบายของรัฐบาล และคำสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อน หน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติตาม และครม.ได้มีมติให้เอสเอ็มอี แบงก์ เป็นเจ้าภาพในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับความเดือดร้อนในเวลานี้ แต่ทางธนาคารฝ่าฝืนมติ ครม.นโยบายของรัฐบาล และขัดคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ส่วนสสว.และกระทรวงมหาดไทยที่มีความจริงใจในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ข้อมูลล่าสุด 19 ตุลาคม 2558 มีการอนุมัติเพียง 600 กว่าราย จากที่ขอกู้ไป 1,600 กว่าราย คิดเป็นเงิน 2,000 กว่าล้านบาท จากที่รัฐบาลอนุมัติวงเงินไปแล้ว 15,000 ล้านบาท ทำให้มีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือตามมติ ครม.ดังกล่าวอีกนับพันคน การช่วยเหลือยิ่งล่าช้า ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นทุกวัน ควรปรับปรุงระบบการทำงานให้เร็วกว่านี้อีก เพราะมีผู้รอการช่วยเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก
เหตุผลและความจำเป็นในการขอสินเชื่อ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวลง จึงทำให้ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน จึงมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อ โครงการ Policy loan ดอกเบี้ย 4% โดย บสย. ยินดีค้ำประกันให้ ที่ทางรัฐบาลต้องการให้มาเป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง เพื่อเพิ่มยอดขาย จึงขอใช้สิทธิ์ตามติ ครม. 17 มีนาคม 2558 ในการผ่อนปรนการวิเคราะห์สินเชื่อตามมติ ครม.ดังกล่าว ตามที่ประธานบอร์ด และเอ็มดีของ เอสเอ็มอี แบงก์ ได้พูดไว้ว่า ต้องการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายย่อย (ที่ติดบูโรก็กู้ได้) ให้เขาถึงเงินทุนโดยสะดวกและรวดเร็วและขออนุมัติเงินกู้ดังกล่าวที่สำนักงานใหญ่เอสเอ็มอี แบงก์ เพื่อไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่กำลังประสบอยู่อย่างหนัก โดยเร่งด่วนต่อไป
ข้อมูลล่าสุด policy loan 4% อนุมัติไปเพียง 343 รายจากที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ติดต่อขอสินเชื่อไป 2,494 รายอนุมัติไป 1,094 ล้านบาท จึงยังมี 2,151 ราย ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งกำลังเดือดร้อนมาก 6 เดือนที่ผ่านมา เป็นเพราะผู้บริหารไม่สั่งลงมาให้ชัดเจนตามที่ได้พูดไว้จึงทำให้การอนุมัติไม่เป็นไปตามมติ ครม. และเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการที่ตั้งใจทำธุรกิจ ต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ ยิ่งทำให้เดือดร้อนมากขึ้นไปอีกจนทุกวันนี้ ได้โปรดช่วยเหลือคนเหล่านี้ ที่เขาตั้งใจทำมาหากิน และขอเพียงเงินทุนหมุนเวียน เพื่อที่จะได้ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป
ตอนนี้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่รอการช่วยเหลือ อยู่เป็น 10,000 คน เดือดร้อนมาก ล่าสุด ครม.มีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 ว่า คนที่กู้แบงก์ไม่ได้ ให้ไปกู้เงินจากกองทุนของ สสว. ซึ่งมีเงินอยู่แล้ว จึงอยากให้การดำเนินการของ สสว. เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพื่อที่จะได้บรรเทาความเดือดร้อนที่กำลังประสบอยู่มาก ได้ทันการณ์ จึงอยากจะขอให้ท่านได้โปรดติดตามเรื่องดังกล่าวให้ด้วย เพื่อที่จะได้นำเงินดังกล่าวไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร่งด่วนต่อไป
กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs
ตอบ
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ชี้แจงว่า สสว. มีแนวทางจัดสรรงบประมาณจากกองทุนของ สสว. 1,600 ล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอีจำนวน 30,000 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มเอสอ็มอีที่ดำเนินการอยู่แล้ว พิจารณาจากเอสเอ็มอีซึ่งเป็นลูกค้าธนาคารของรัฐ และจากเอสเอ็มอีในฐานข้อมูลของ สสว. กลุ่มที่สอง ได้แก่ กลุ่มเอสเอ็มอีใหม่ ได้แก่นักศึกษาจบใหม่ที่ต้องการประกอบกิจการ และที่สาม ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาทางการเงิน ขาดเงินทุนหมุนเวียน
โดยคัดเลือกเอสเอ็มอีจากลูกค้าธนาคารของรัฐที่มีปัญหาการชำระหนี้ แต่มีเจตนาในการทำธุรกิจต่อไป ซึ่ง สสว. จะช่วยประสานกับเจ้าหนี้เดิมเพื่อขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สำหรับเอสเอ็มอีปรับโครงสร้างหนี้แล้วและมีความจำเป็นต้องได้รับเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่ม สสว. จะพิจารณาให้กู้ยืมเงินจากกองทุนพลิกฟื้นของ สสว. ซึ่งจะจัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท
ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณจากกองทุนของ สสว. เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีนั้น สสว.จะนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คาดว่าจะพิจารณาจัดสรรเงินจากกองทุน สสว. ช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ทันภายในปี 2558 นี้ เมื่อได้ความชัดเจนจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบ จึงขอให้เอสเอ็มอีติดตามข่าวสารจากสื่อประชาสัมพันธ์จาก สสว.



