
โฟกัสงานวิจัยภาคการเกษตรแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
โฟกัสงานวิจัยภาคการเกษตรแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน : ดลมนัส กาเจรายงาน
หากดูตัวเลขของงบประมาณที่ใช้ในลักษณะบูรณาการ เรื่องการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ดูเหมือนว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะให้ความสำคัญด้านงานวิจัยมากที่สุดกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา โดยในปีนี้งบประมาณการวิจัยกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หรือ 0.37 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเพิ่ม 0.43 ในปีถัดไป มีเป้าหมายของบประมาณด้านการวิจัยให้ได้ 1% ในปี 2562
สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในภาคการเกษตรนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) จะเป็นแม่งานหลัก อาทิ งานวิจัยข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อยและน้ำตาล ปาล์มน้ำมัน พืชสวน/พืชไร่ สัตว์เศรษฐกิจ พลาสติกชีวภาพ สมุนไพร เทคโนโลยีอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีนวัตกรรมเพื่อชุมชน ที่เหลือเป็นงานด้านอื่น นอกจากนี้ยังมีโครงการท้าทายไทย เน้นในเรื่องของ อาหารและการเกษตร เช่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อาหารไทยในเวทีโลก พลังงานและสิ่งแวดล้อม หวังที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์ในการผลิตพลังงานชีวภาพ และด้านคุณภาพชีวิตและสังคม เป็นต้น
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดผลงานวิจัยภายใต้แนวคิด “50 ปี เส้นทางวิจัย ผลงานก้าวไกล เกษตรไทยยั่งยืน” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญในงานด้านการวิจัยค่อนข้างมาก โดยในปีนี้มีงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศในภาพรวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท อย่างที่ไม่เคยมีในรัฐบาลไหนมาก่อน ดังนั้นได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ จะต้องส่งต่องานวิจัยไปให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติได้จริง
ส่วนการจัดงานวันถ่ายทอดผลงานวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรีในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงผลงานวิจัยที่ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง เนื่องจากตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึง 50 ปี ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมวิชาการเกษตร ที่ได้สร้างผลงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชไร่ ที่เผยแพร่ผลงานวิจัยไปสู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ออกสู่เกษตรกรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ถั่วเขียว 2 พันธุ์ พันธุ์อ้อย 18 พันธุ์ และพันธุ์ข้าวฟ่าง 4 พันธุ์ ทั้งยังมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดศัตรูอ้อยและประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อใช้ในไร่อ้อยอีกด้วย
“ตอนนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หลังจากนี้ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดลงพื้นที่ติดตาม ช่วยเหลือ และสนับสนุนเกษตรกรในการนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีอยู่ทุกอำเภอจำนวน 882 ศูนย์ ซึ่งจะเป็นเครือข่ายที่ช่วยให้ความรู้และคำแนะนำแก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในงานเดียวกันว่า ปี 2559 กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศเป็นปีแห่งการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสการแข่งขันภาคเกษตร สำหรับกรมวิชาการเกษตรมีแผนเร่งนำผลงานวิจัยด้านพืช เครื่องจักรกลการเกษตร และเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมมาสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งด้านปัจจัยการผลิต การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด เพื่อให้สินค้าเกษตรไทยสามารถแข่งขันได้
นอกจากนั้นกรมวิชาการเกษตรยังมุ่งสู่ความเป็นเลิศหรือเป็นหนึ่งทางการวิจัยด้านพืช และเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศ โดยเน้นให้นักวิจัยวางแผนและตั้งเป้าหมายวิจัยให้ชัดเจน และต้องทราบถึงปัญหาที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและตรงกับความต้องการของเกษตรกร ที่สำคัญยังมุ่งให้บริการข้อมูลทางวิชาการด้านพืชไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ สามารถนำผลงานวิจัยไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จริงด้วย
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิชาการ อย่าง รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ผู้ซึ่งคลุกคลีและสนับสนุนงานวิจัยด้านการเกษตรจนสามารถนำผลงานวิจัยด้านการเกษตรที่ สวก.สนับสนุนงบประมาณ เข้าสู่ปฏิบัติจริงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา มองว่า ที่ผ่านมาในทุกรัฐบาลล้วนแล้วแต่บอกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องการวิจัยและยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้ว งบประมาณการวิจัยก็ดูเหมือนไม่ได้ขยับขึ้นตามที่ควรจะเป็น
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเกิดปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นมา ก็ไม่มีคำตอบสำหรับการแก้ไขปัญหานั้นๆ เพราะไม่มีการสร้างความรู้ดักรอล่วงหน้าไว้ก่อน ทำให้เสียงบประมาณจำนวนมากในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างกรณีปัญหาเรื่องกุ้งตายด่วน ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเนื่อง แต่ในรัฐบาลนี้เป็นสิ่งที่น่าดีใจ ที่จัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยมากที่สุดเท่าที่มีมาคือ กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จะทำให้งานวิจัยน่าจะขยับได้มากขึ้น
“ปัญหาด้านการเกษตรของประเทศไทยในวันนี้ มีทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่และปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งเหล่านี้ต้องตัดสินใจที่ถูกต้อง รวมทั้งต้องมีข้อมูลหรือความรู้ที่ได้มาจากการค้นคว้าวิจัยมาสนับสนุนอย่างเพียงพอ ซึ่งผมมองว่า ทิศทางการวิจัยภาคการเกษตรในระยะอันใกล้นี้ น่าจะครอบคลุม 3 ด้าน คือ การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าของสินค้าเกษตรสำคัญบางชนิด อย่างที่สองคือ การเตรียมการเพื่อแก้ไขปัญหาระยะปานกลางและระยะยาว และอย่างที่สาม สร้างทางเลือกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้ง 3 ด้านนี้น่าจะเป็นแนวทางหลักของการทำงานวิจัยด้านการเกษตร” รศ.ดร.พีรเดช กล่าว
ถึงเวลาที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและสถาบันการศึกษาจะต้องทุ่มเทงานวิจัยภาคการเกษตร ที่เน้นในการนำไปสู่ภาคปฏิบัติจริง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะแก้ปัญหาภาคการเกษตรได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนในอนาคต



