ไลฟ์สไตล์

ป่ากว้าง ทางแคบ เมื่อ 'โอรังอัสรี' ถึงจุดเปลี่ยน

ป่ากว้าง ทางแคบ เมื่อ 'โอรังอัสรี' ถึงจุดเปลี่ยน

08 พ.ย. 2558

ถิ่นไทยงาม : ป่ากว้าง ทางแคบ เมื่อ 'โอรังอัสรี' ถึงจุดเปลี่ยน : เรื่อง / ภาพ ... จรูญ ทองนวล

 
                      “เบตง” เมืองงามชายแดนสุดปลายด้ามขวาน ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายหมอก ซึ่งใครๆ ก็อยากไปสัมผัสสักครั้ง แต่ด้วยเส้นทางที่แสนยาวไกล คดโค้งลัดเลาะไปตามไหล่เขา ทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ กระทั่งเมื่อรัฐบาลปัดฝุ่นแผนย่นระยะทาง ออกมติ ครม. อนุมัติงบประมาณกว่า 1,900 ล้านบาท ก่อสร้างสนามบินเบตง สานความฝันของคนเบตงที่มีมาแสนนาน
 
                      เมื่อเบตงถึงจุดเปลี่ยน เพื่อเปิดสู่โลกภายนอกเต็มรูปแบบ การปรับตัวของผู้คนในพื้นที่จึงต้องตามมา ไม่เว้นแม้แต่คนเมือง คนที่อาศัยอยู่ในป่าก็เช่นกัน
 
                      หมอกยามเช้าสีขาวโพลนรวมเป็นกลุ่มก้อน ล่องลอยไปตามกระแสลมอ่อนๆ ปกคลุมทิวแมกไม้บนสันเขาที่สลับซับซ้อนสุดสายตาบนความสูงกว่า 2,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลในพื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา แสงแรกแห่งตะวันเริ่มโผล่แตะเส้นขอบฟ้า เป็นสัญญาณแห่งวันใหม่ ทุกสรรพสิ่งเริ่มเคลื่อนไหว เพื่อการดำรงอยู่แห่งชีวิต ต.อัยเยอร์เวง แห่งนี้ มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนไปจรดชายแดนมาเลเซีย ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมที่ครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่กลางป่าลึกฮาลาบาลา ก่อนถูกทางการอพยพออกมาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำปัตตานี ติดถนนสาย 410 ยะลา-เบตง ปะปนไปกับชาวไทยพุทธท้องถิ่นและชาวไทยเชื้อสายจีน
 
                      ขณะที่บนภูเขาสูงห่างไกลออกไป ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ดำรงชีพกลางผืนป่า ตัดขาดจากโลกภายนอก ด้วยความรู้สึกว่าผืนป่าอันกว้างใหญ่ ต้นไม้ทุกต้น สัตว์ป่าทุกตัวมีพวกเขาเป็นเจ้าของ สามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้อย่างอิสระ ที่ใดมีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ก็จะอยู่นานหน่อย โดยสร้างเพิงพักขึ้นอย่างง่ายๆ ใช้ใบไม้มุงหลังคากันแดดฝน นำไม้ไผ่มาทำเป็นแคร่ รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ 20-30 คน ใกล้แหล่งน้ำ เมื่อใดที่อาหารเริ่มร่อยหรอ ก็จะอพยพไปสร้างที่พักแห่งใหม่ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ คู่กับผืนป่าฮาลาบาลา อันกว้างใหญ่ไพศาลมานานแสนนาน นั่นคือชนเผ่าพื้นเมือง โอรังอัสรี หรือที่คนทั่วไปเรียกพวกเขาว่า ซาไก โอรังอัสรี ใน ต.อัยเยอร์เวง เท่าที่พบ มีสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่อยู่กลางป่าฮาลาบาลา ราว 30-50 คน กลุ่มนี้แม้จะใช้ชีวิตหากินอยู่กลางป่าลึก แต่มีความผูกพันอยู่กับตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 หน่วยพิทักษ์ป่าพระนามาภิไธยที่ตั้งฐานฯ อยู่บริเวณป่าต้นน้ำปากคลองฮาลา ซึ่งบางครั้งก็ออกมาขอเสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารแห้ง ยาแก้ไข้ ส่วนผู้ชายบางคนก็รับจ้างถางป่าสวนยาง สวนผลไม้ แลกค่าจ้างและอาหาร แล้วก็กลับเข้าป่าดังเดิม
 
 
ป่ากว้าง ทางแคบ เมื่อ 'โอรังอัสรี' ถึงจุดเปลี่ยน
 
 
                      ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีอยู่ราว 30 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า บ้านนากอ เป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับคนพื้นราบ เพราะที่อยู่อาศัยไม่ไกลจากคนพื้นราบ และยังสร้างที่พักเป็นกระท่อมหรือขนำคล้ายกับชาวบ้านทั่วไป แล้วยังรู้จักเพาะปลูกพืชสวนครัวไว้เป็นอาหาร ต่างจากอัสรีกลุ่มแรกและบรรพบุรุษของพวกเขาซึ่งหากินกลางป่าลึก ย้ายที่อยู่ไปตามแหล่งอาหารเป็นวงกลม เมื่อครบ 1 ปี ก็กลับมาถึงที่เดิม เหมือนเป็นจุดศูนย์รวม ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิคมสร้างตนเองเบตง ที่ให้ประชาชนเข้ามาบุกเบิกจับจองที่ทำกิน ปลูกยางพารา และทำสวนผลไม้ พออัสรีกลุ่มนี้มาสร้างที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ๆ จึงกลายเป็นความใกล้ชิดกัน กระทั่งผู้ชายออกมารับจ้างแลกเงิน การแต่งตัวและพฤติกรรมเปลี่ยนไป มาถึงวันนี้ ผู้นำชุมชน เตรียมกันพื้นที่ป่าให้พวกเขาอาศัยอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง เพื่อง่ายต่อการติดต่อสื่อสาร สร้างงานให้พอมีรายได้จุนเจือครอบครัว ที่สำคัญคือต้องการให้พวกเขาได้เข้าถึงยารักษาโรค โดยเฉพาะสุขภาพของแม่และเด็ก และเมื่อเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในพื้นที่บ้านนากอ ก็จะดึงอัสรีกลุ่มนี้มามีส่วนร่วมด้วย อีกทั้งอาจจะประกาศให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเขตอนุรักษ์พิเศษ และให้อัสรีเป็นแกนนำดูแลรักษาป่าไปด้วย จะได้เกิดความภูมิใจว่านี่เป็นบ้านของพวกเขาจริงๆ
 
                      ทั้งหมดนี้ ยังเป็นแค่การโยนหินถามทาง เพราะส่วนหนึ่งอาจจะไม่เห็นด้วยโดยมองว่าเป็นการไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเขา ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า เคยเกิดกรณีคล้ายกัน ที่บ้านแหร อ.ธารโต ที่มีการจัดสรรที่ทำกินให้กลุ่มอัสรี แต่พวกเขาก็อยู่ไม่ได้ สุดท้ายถูกชาวบ้านเข้าไปฮุบพื้นที่จนหมด
 
                      มาวันนี้ คงถึงจุดเปลี่ยนของ “โอรังอัสรี” อีกครั้ง ว่าจะยอมรับการพัฒนา หรือหันหลังเข้าป่ากลับสู่วิถีเดิม
 
 
 
 
---------------------
 
(ถิ่นไทยงาม : ป่ากว้าง ทางแคบ เมื่อ 'โอรังอัสรี' ถึงจุดเปลี่ยน : เรื่อง / ภาพ ... จรูญ ทองนวล)