
จุดประกายความหวังยื้อชีวิตผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่
28 ต.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : จุดประกายความหวังยื้อชีวิตผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่
เมื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะแพร่กระจาย เริ่มมีความหวังในการรักษาเพื่อการมีชีวิตรอดที่ยืนยาวขึ้นจนถึงขั้นหายขาด หรือมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น 3-5 ปี โดยการตรวจด้วยวิธีที่เรียกว่า “ไบโอมาร์เกอร์” (Biomarker) หรือ “ยีนบ่งชี้” และรักษาด้วยยาฉีดแบบมุ่งเป้า สามารถประคับประคองเพิ่มอายุขัยของผู้ป่วยได้มากขึ้น
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มากเป็นลำดับที่ 4 โดยพบผู้ป่วยรายใหม่โดยเฉลี่ย 11,496 รายต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 6,845 รายต่อปี รองจากมะเร็งตับ, มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ถือเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตในลำดับที่ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย
การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในปัจจุบันได้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาให้หายขาดหรือยืดชีวิตผู้ป่วยให้มีอายุขัยยาวนานเพิ่มขึ้นถึง 3-5 ปี โดยแนวทางการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักยุคใหม่จะเน้นความจำเพาะต่อบุคคลมากขึ้น (Personalized Therapy) ด้วยการตรวจที่เรียกว่า “ไบโอมาร์เกอร์” (Biomarker) หรือ “ยีนบ่งชี้” การตรวจ “ยีนบ่งชี้” หมายถึงการตรวจยีนในร่างกายของเราเอง เพราะด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้สามารถตรวจหายีนบ่งชี้สำหรับการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจงในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักโดยการนำชิ้นเนื้อตรงบริเวณที่เป็นมะเร็งมาตรวจ จะทำให้แพทย์สามารถเลือกชนิดยาที่ใช้ในการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยการตรวจจะทราบผลภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถทำนายการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ โดยตอนนี้ในประเทศไทยสามารถทำได้ในโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนหลายๆ แห่งทั่วประเทศแล้ว
หลังจากที่ได้ตรวจ “ยีนบ่งชี้” แล้ว แพทย์จะสามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน และวางแผนในการรักษาเพื่อที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการคาดคะเนกับผลการรักษาได้ล่วงหน้าซึ่งจะเป็นประโยชน์มากขึ้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจายระยะที่ 3 และระยะที่ 4 บางรายสามารถเลือกใช้ยามุ่งเป้าชนิดฉีดที่สามารถใช้เดี่ยวๆ ในการรักษาได้ โดยไม่ต้องใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด โดยนวัตกรรมใหม่ในการรักษานี้สามารถยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยามาตรฐานอื่นๆ มาแล้วโดยจากการศึกษาซึ่งทำในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย พบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้รับยามุ่งเป้าชนิดฉีดสามารถยืดชีวิตมากขึ้นหลายปี
ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรกดังนั้นจึงต้องวางแผนและจะทำให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดีขึ้นวิวัฒนาการในการรักษาโรคมะเร็ง สมัยก่อนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว การรักษามะเร็งเป็นการรักษาแบบเหวี่ยงแหคนไข้ทุกคนใช้รักษาเหมือนกันหมด เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดก็จะทำลายทั้งเซลล์ดีและเซลล์ไม่ดี เป็นการรักษาแบบไม่จำเพาะ แต่ต่อมาเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้ว เราเริ่มรู้ว่าคนไข้แต่ละคนแม้เป็นโรคเดียวกัน แต่การรักษาไม่เหมือนกัน โดยการตรวจไบโอมาร์เกอร์หรือ “ยีนบ่งชี้” ทำให้เรารู้ว่าคนไข้แต่ละคนควรรักษาอย่างไร
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดขึ้นจากเซลส์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นทางเดินอาหารส่วนปลายลำไส้ใหญ่สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ ลำไส้ใหญ่โคลอน (Colon) และมีส่วนลำไส้ใหญ่ส่วนปลายคือช่วงส่วนยาว 6 นิ้วสุดท้ายก่อนถึงทวารหนัก เรียกว่าลำไส้ใหญ่ เรคตั้ม (Rectum) ลักษณะอาการที่ชวนสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่ อุจจาระมีมูกเลือดหรือสีดำคล้ำ หรือดำแดง นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่นมีอาการท้องผูก สลับท้องเสีย, ขนาดของเส้นอุจจาระไม่สุด, มีอาการแน่นท้อง, ท้องอืด, ปวดท้อง, อาเจียน, มีอาการอ่อนเพลีย, น้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุ วิธีการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะด้วยการรับประทานอาหารที่มีผักเป็นส่วนประกอบ
การคัดกรองในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญในการช่วยตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจหาเลือดในอุจจาระการตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonoscopy) เมื่อมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยโดยการส่องกล้องเข้าไปตัดติ่งเนื้อ แล้วนำชิ้นเนื้อไปวิเคราะห์ การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ และการตรวจเลือดเพื่อหาสาร CEA ซึ่งใช้ในการติดตามผลการรักษา ซึ่งโดยปกติแล้วมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 มะเร็งยังคงจำกัดอยู่ที่ผนังลำไส้ด้านใน ระยะที่ 2 มะเร็งเริ่มแพร่กระจายออกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ระยะ 3 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและระยะที่ 4 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ, ปอด, เยื่อบุช่องท้อง และรังไข่เป็นต้น
รศ.นพ.วิโรจน์ศรีอุฬารพงศ์
นายกมะเร็งวิทยาสมาคม
แห่งประเทศไทย



