ไลฟ์สไตล์

“มานิต”ตกใจคนราชบุรีติดหวัดตายมากสุด7ราย

“มานิต”ตกใจคนราชบุรีติดหวัดตายมากสุด7ราย

23 ก.ค. 2552

"อัมมาร"ชี้รัฐบาลอย่าสร้างความตื่นตระหนกไข้หวัด 2009 “วิทยา” ยอมรับมาตราการมีข้อบกพร่องให้ยาช้า ทำคนตายพุ่ง พร้อมประณาม“ม็อบเสือแดง” ปิดล้อมลงพื้นที่ต่อไม่ได้ แถมนำข้อมูลหวัด 2009 บิดเบือนเป็นการเมือง มท.จับมือ สธ.ร่วมรณรงค์แก้ไขปัญหาหวัด 2009 ระดับท้องถ

วันที่ 23 ก.ค. นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับรายงานว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 44 ราย เป็นผู้ป่วยในจังหวัดราชบุรีถึง 7 ราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (23 ก.ค.) ตนได้เรียกประชุมผู้อำนวยการโรงพยาบาลในพื้นที่ และ สจจ. เพื่อหารือในเรื่องนี้ ซึ่งทราบว่า สาเหตุของการเสียชีวิตนั้น เกิดจากการรับยาโอเซลทามีเวียร์ช้า เพราะเข้ารักษาในโรงพยาบาลช้า เนื่องจากผู้ป่วยจะไปรักษาตัวที่คลินิกก่อน ซึ่งที่คลินิกนี้รักษาได้เพียงไข้หวัดทั่วไป และไม่มียาโอเซลทามีเวียร์ที่จะจ่ายให้กับผู้ป่วยได้ ทำให้ผู้ป่วยไข้หวัดเสียเวลาไปหลายวัน และเมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลก็มีอาการหนักแล้ว

 นายมานิต กล่าวว่า จากสาเหตุข้างต้นจึงได้มีการปรับมาตรการการรักษาในโรงพยาบาล โดยเน้นย้ำกับแพทย์ในเรื่องของการซักประวัติผู้ป่วย หากพบว่าเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังจะต้องให้ยาโอเซลทามีเวียร์ทันที รวมถึงระยะเวลาที่เริ่มมีอาการป่วย หากมีอาการป่วยมา 2 วันแล้วจะต้องให้ยาโอเซลทามีเวียร์เช่นกัน อย่างไรก็ตามจะต้องแนะนำให้ประชาชนทั่วไปที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงว่า หากมีอาการป่วยวันแรกให้กินยาพาราเซตามอนเพื่อลดไข้ก่อน และกินต่อเนื่องในวันที่ 2 หากไข้ไม่ลดก็ให้ไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ทันที ซึ่งมาตรการที่วางไว้นี้ จะยังไม่เห็นผลในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตในทันทีเนื่องจากยังมีจำนวนผู้ป่วยสะสม แต่เชื่อว่า 2 สัปดาห์จะเห็นผลหากปฎิบัติอย่างเข้มงวด

 “ผมก็เห็นตัวเลขคนตายพร้อมกับสื่อ ไม่ได้เห็นก่อน และเมื่อทราบก็ตกใจ เพราะจังหวัดผมมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ปิดบังข้อมูล นำเสนอไปตามข้อเท็จจริง ดังนั้นจากนี้ไป ผมจะลงกำชับ สสจ. ตรวจระบบการรักษาที่โรงพยาบาลมากขึ้น ไม่แต่เฉพาะที่ราชบุรีเท่านั้น แต่ต้องทำเหมือนกันทั้งประเทศ” รมช.สาธารณสุข กล่าว

 ต่อข้อซักถามว่า เกรงหรือไม่ว่าอาจถูกดึงไปเป็นการเมือง เนื่องจากจังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ของท่าน นายมานิต กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นโรคแพร่ระบาดใหม่ ซึ่งเราได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ซึ่งปัญหาที่จังหวัดราชบุรีก็เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ คือ ไปมีปัญหาที่คลินิก ที่ผู้ป่วยไปรักษาที่คลินิกก่อน ทำให้เข้าสู่ระบบการให้ยาที่โรงพยาบาลล่าช้า เนื่องจากตามนโยบายกระทรวงจะไม่ให้สต๊อกยาที่คลินิก แต่จะให้โรงพยาบาลสั่งจ่ายเท่านั้น

สพฐ.กำชับร.ร.คัดกรองนร.ป่วยหวัด-ป่วยให้หยุดเรียน

  ดร.สมเกียรติ     ชอบผล     รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติเพื่อคัดกรองนักเรียนขณะเข้าแถวก่อนเข้าห้องเรียนช่วงเช้าที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง  ซึ่งโรงเรียนมีระบบเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิเด็กทุกคน หากพบมีไข้จะแยกตัวนักเรียนแจ้งผู้ปกครองและให้เด็กพักอยู่กับบ้าน โรงเรียนได้ใช้มาตรการนี้มาตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรค ที่ผ่านมาพบมีนักเรียนติดเชื้อไวรัสชนิดเอช 1 เอ็น 1 จำนวน 6 คน โดย 4 คน พักรักษาตัวจนหายแล้วอีก 2 คนยังพักที่บ้าน

   รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวอีกว่า ได้มอบนโยบายให้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีนักเรียนทั่วประเทศ 8.5 ล้านคน ดูแลเด็กที่ป่วยให้พักที่บ้าน แต่ไม่ให้เด็กกังวลเรื่องการเรียน การสอบ โดยจะจัดเวลาให้ อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนสังกัด สพฐ.ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้ว 223 คน อยู่ในข่ายเฝ้าระวังกว่า 5,000 คน ถือเป็นอัตราส่วนที่ไม่มาก ได้ให้ทุกโรงเรียนจัดสรรงบเพื่อซื้อหน้ากากอนามัย เจลล้างมือแจกจ่ายให้เด็กด้วย


"อัมมาร"ชี้รัฐบาลอย่าสร้างความตื่นตระหนกไข้หวัด2009

นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายหลังบรรยายพิเศษเรื่อง “ การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ” จัดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า ในอดีตที่ผ่านมามนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวภาพในโลกมากที่สุด โดยเฉพาะการทำเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยการกำจัดพืชชีวภาพบางชนิดไป แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชน์ต่อมนุษย์ และการคิดค้นต่างๆ และเปลี่ยนแปลงต่างๆ มนุษย์จึงทำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และจากการที่มนุษย์ได้คิดดัดแปลงโลกชีวภาพนี้เองทำให้ในอดีตที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการกำจัดไวรัสฝีดาษ ทำให้ไวรัสตัวนี้หายไปจากโลก และในปัจจุบันมนุษย์ก็คงยังต้องทำสงครามกับเชื้อโรคชีวภาพที่กำลังพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

 นายอัมมาร กล่าวต่อว่า ในส่วนตัวตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยมีการเผยแพร่เรื่องของไวรัสชนิดนี้จนทำให้เกิดความตระหนกแตกตื่นในหมู่ประชาชนมากเกินไปเกินจุดสมดุลที่ควรจะเป็น ซึ่งที่จริงแล้วรัฐบาลควรที่จะเน้นเรื่องของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อโรคชีวภาพตัวนี้ ว่า 1. เป็นเชื้อโรคที่แพร่ง่าย 2. ไม่เป็นอันตรายรุนแรงหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที แต่ที่ผ่านมาการรายงานตัวเลขผ่านสื่อตลอดเวลา ทำให้ประชาชนตื่นกลัว ตระหนก เกิดความหวาดกลัวในสังคมอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ แม้จะไม่ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมากนัก อาจจะมีเพียงแค่ตัวเลของนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ในอนาคตหากสังคมไทยยังแตกตื่นเกี่ยวกับโรคนี้จนเกินไปก็อาจจะมีผลกระทบรุนแรงได้

 “ สิ่งสำคัญตอนนี้คิดว่ารัฐบาลควรจะเน้นเการป้องกัน และให้ความรู้กับประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันการแพร่เชื้อโรคในที่มีความแออัดของผู้คน เช่น โรงเรียนกวดวิชา สถานที่สาธารณะที่เป็นห้องแอร์ ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก แทนการรายงานตัวเลขที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาเพราะที่จริงแล้วทุกๆ ประเทศก็มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แม้จะยอมรับว่ารัฐบาลทำไปตามหน้าที่แล้วแต่มองดูแล้วก็เห็นว่ายังไม่โปร่งใส ไม่ชัดเจน ไม่เคลียร์ในเรื่องการดูแลโรคไข้หวัดชนิดนี้ ” นายอัมมารกล่าว

“วิทยา”ยอมรับให้ยาช้าทำคนตายหวัด 2009 พุ่ง

 ที่ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี  นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวในระหว่างเป็นประธานในการเปิดงาน “สุขภาวะดี วิถีไทย” (Thailand Health & Wellness) ซึ่งร่วมกันจัดขึ้นโดย กองทัพบก สมาคมสุขศึกษา พละศึกษาและสันทนาการแห่งประเทศไทย (สพสท.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป ว่า การดูแลสุขภาพวะตนเอง โดยใช้หลัก 5 ได้แก่ อาหาร อนามัย ออกกำลังกาย อารมณ์ และ อ. อ่าน ในการหาความรู้เพื่อดูแลสุขภาพตนเอง จะไม่เพียงแต่ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

 ทั้งนี้จากการพูดคุยกับนักวิชาการทราบว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่สามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ตา จมูก และปาก ติดต่อผ่านการไอ และจาม นอกจากนี้ยังมีมือเป็นพาหะสำคัญที่นำเชื้อสู่ร่างกายด้วยการสัมผัสเชื้อและนำมาป้ายถูกอวัยวะข้างต้น ดังนั้นวิธีที่ดีจะต้องล้างมือบ่อยๆ ด้วย

 “ขณะนี้ประชาชนกำลังตื่นตระหนกต่อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพราะเป็นโรคใหม่ที่ทั่วโลกไม่เคยรู้จักโรคนี้ ซึ่งวิธีการลดความตื่นตระหนกได้นั้น นอกจากการใช้วัคซีนที่อยู่ระหว่างการวิจัยและผลิตแล้ว โดยทางองค์การเภสัชกรรมอยู่ระหว่างการเร่งผลิต ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการดูแลและสร้างสุขภาวะที่ดี ซึ่งประชาชนสามารถทำได้เอง” รมว.สาธารณสุข กล่าว

 ทั้งนี้ภายหลังเปิดงาน นายวิทยา ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งพบว่าในจังหวัดราชบุรีมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากจำนวน 44 ราย ว่า ได้สั่งการไปยัง นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยขอให้กำชับไปยังผู้ตรวจกระทรวง และสาธารณสุขจังหวัดเพื่อให้ทำการติดตามและตรวจสอบสาเหตุว่าเกิดจากการปล่อยปะละเลยหรือไม่ หรือเสียชีวิตจากโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยสำคัญ หากเช่นนั้นก็รับฟังได้

 แต่หากเกิดจากปัญหาการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและยาโอเซลทามีเวียร์ คงต้องมีคำอธิบายว่าเพราะอะไร เนื่องจากตนได้มอบนโยบายไว้ว่า เมื่อผู้ป่วยที่มีอาการมา 2 วันแล้ว เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจะต้องได้รับยาโอเซลทามีเวียร์ทันที นอกจากนี้ต้องดูที่คลินิกและร้านยาด้วยว่า เมื่อมีคนป่วยไข้หวัดมามีการดูแลอย่างไร ปล่อยให้กินยาเองเป็นสัปดาห์ทั้งที่ไข้ไม่ลดหรือไม่

 นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นักวิชาการระบุว่า การแพร่ระบาดขอโรคไข้หวัดใหญ่ขณะนี้เป็นช่วงขาขึ้น และพบว่ามีผู้ตั้งครรภ์ติดเชื้อเพิ่มขึ้นนั้น ทางกระทรวงได้ส่งสัญญาณเตือนไปก่อนหน้านี้และเมื่อวานตนได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการและ สสจ.ทั่วประเทศโดยย้ำว่า กลุ่มเสี่ยงและหญิงตั้งครรภ์ หากเข้ารักษาในโรงพยาบาลต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จากตัวเลขผู้เสียชีวิตที่พุ่งขึ้น 20 ราย ในสัปดาห์เดียวทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 44 รายแล้วนั้น ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลต่อการแพร่ระบาด นายวิทยา กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงาน ทราบว่ามีจุดบกพร่องบ้าง ก็ต้องยอมรับ เช่น การเข้าถึงยาของผู้ป่วยบางส่วนก็ช้าเกินไป ทำให้ภาวะโรครุนแรง จำเป็นต้องมีการปรับมาตรการ

 อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้ตนและ นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดมาก ทั้งที่ จ.นครสวรรค์ ชัยนาท เป็นต้น เพื่อกำชับและดูว่ายาโอเซลทามีเวียร์ที่ส่งจากองค์การเภสัชกรรมเพียงพอหรือไม่ ทุกจังหวัดมีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจะต้องไม่มียาพร่อง เพราะหากเกิดภาวะวิกฤตมีผู้ป่วยเข้ารักษาพร้อมกันจะต้องมียารักษาที่เพียงพอ

 นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ ตนเดินทางไปได้แค่ 2 จังหวัดเท่านั้น ทั้งที่ตั้งใจไปในหลายจังหวัด เนื่องจากดูกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมไว้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกปิดล้อม โดยอ้างว่ากระทรวงสาธารณสุขมีการปิดบังตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต และไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ นายวิทยา กล่าวว่า ตัวเลขที่กระทรวงนำมาแถลงนั้น เป็นตัวเลขที่เป็นจริง และสื่อมวลชนก็ดูอยู่ ยืนยันว่ากระทรวงสาธารสุขไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหก เพราะโกหกเมื่อไหร่โรงพยาบาลก็แตกเมื่อนั้น เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยจะไปโผล่ที่โรงพยาบาล อีกทั้งหากไม่ใช้ความจริงประชาชนก็รู้ทัน แต่คนก็พยายามบิดเบือนเป็นการเมือง ตนก็ขอประณามคนเหล่านั้น

 ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ได้มีการประเมินความตื่นตระหนกของประชาชนหรือไม่ หลังตัวเลขผู้ป่วยผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้น นายวิทยา กล่าวว่า ประชาชนเริ่มเข้าใจสถานการณ์โรคมากขึ้น ว่าโรคไข้หวัด 2009 มนุษย์ทั้งโลกไม่มีภูมิคุ้มกันเลย นอกจากต้องดูแลสุขภาพตนเองให้ดี ฉะนั้นความเสี่ยงในการติดหวัด 2009 นั้น ก็มีเท่ากันหมด

มท.จับมือ สธ.รุกเข้าชุมชนรณรงค์ป้องกันไขหวัด2009ระดับท้องถิ่น

 เมื่อเวลา 10.00 น.นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ( สปสช.) และ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข เข้าพบนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ที่โรงแรมรามาการ์เดนท์ เพื่อหารือความร่วมมือในการแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย

 นายชวรัตน์ กล่าวว่า หน่วนงานด้านสุขภาพขอให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องไข้หวัด 2009 กับประชาชนในภูมิภาค  ซึ่งกระทรวงมหาดไทย มีเครื่องมือคือ กรมการปกครอง เป็นผู้ดูแล รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายต่างๆ ที่จะเข้าถึงประชาชน แต่มหาดไทยไม่ใช่แพทย์ จึงประสานความร่วมมือกับสาธารณสุข โดยกระทรวงมหาดไทย จะตรวจสอบและชี้แนะสถานที่ต่างๆ ว่า ควรไปให้ความรู้ที่ไหนบ้าง 

สถ.เตรียมงบ 400ล.ช่วยประชาสัมพันธ์

 นพ.วินัย กล่าวว่า เรื่องการเผยแพร่ความรู้นั้น ได้มีการทำร่วมกับ อปท.มานาน โดยมีการตั้งกองทุนส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่น 3,594 กองทุน งบประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ( สถ.) จะช่วยสนับสนุนงบประมาณอีก 400 ล้านบาท เพื่อป้องกันโรคให้ครอบคลุมถึงท้องถิ่นทั้งหมด ประเด็นที่เราอยากเห็นคือ ทุกองคาพยพในสังคมร่วมกันขับเคลื่อน ป้องกันปัญหาไข้หวัด 2009 อย่างจริงจัง และทางปลัดกระทรวงมหาดไทยก็มีการตั้งวอร์รูมในเรื่องนี้แล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม

สปสช.โวยรายงานผลตรวจได้ช้า

 เมื่อถามว่า มีการมองว่า การประกาศผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุขเป็นรายสัปดาห์นั้น ล่าช้าเกินไป นพ.วินัยกล่าวว่า การตรวจเลือดนั้น หลายคนยังไม่รู้ว่า ตรวจพบว่าเป็นไข้หวัด 2009 หรือไม่ และมีสถานที่ที่ตรวจได้เพียงไม่กี่แห่ง เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร.พ.รามาธิบดี ทำให้เราไม่สามารถตรวจได้ทั้งหมด และถึงอย่างไรก็ตรวจไม่ทัน ประกอบกับการตรวจมีต้นทุนมาก ทั้งนี้ การร่วมมือกัน มหาดไทยจะเป็นการสื่อสารจากสาธารณสุขไปตามหมู่บ้าน แจกแผ่นพับ ซีดี หรือทำรายการเคเบิลท้องถิ่นเพื่ออธิบายการป้องกัน เท่ากับมหาดไทยจะดำเนินการโดยองค์ความรู้มาจากสาธารณสุข  

“กมธ.วุฒิฯ” เตือนไม่รู้อย่าพูดแนะ สธ.ตั้ง “โฆษกจ้อคนเดียว

 นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวถึงการแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 ที่คาดว่ามีผู้ติดเชื้อว่า 5 แสนรายและเสียชีวิต 44 คน เป็นอันดับ 4 ของโลกว่า ถือเป็นความธรรมดาของเชื้อไวรัส ไม่อยากให้คนไทยตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรประมาทควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยไม่ควรอยู่ใกล้คนที่มีอาการหวัดและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งสิ่งสำคัญกระทรวงสาธารณสุขหรือรัฐบาลควรตั้งโฆษกขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเป็นการเฉพาะและให้โฆษกฯ พูดคนเดียว โดยเรื่องนี้กรมควบคุมโรคติดต่อมีความรู้ดีที่สุด ส่วนบุคคลอื่นไม่ควรให้ข้อมูลต่อสังคม มิฉะนั้นจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนมากขึ้น เพราะตอนนี้เกิดความสับสนในการสื่อสารค่อนข้างมากจนเกิดความคลาดเคลื่อน

 “การระบาดและความคืบหน้าของเชื้อไวรัส 2009 ควรมีคนพูดเพียงคนเดียว ไม่ใช่ใครอยากพูดอะไรก็พูด เพราะการทำเช่นนั้นทำให้สังคมยิ่งแตกตื่น ความจริงเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้อีก 1-2 ปีก็จะกลายเป็นเรื่องเก่าและสังคมจะมีความเข้าใจมากขึ้นว่าไวรัสนี้ความจริงก็เป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา ซึ่งหลังนี้อาจจะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมาอีก ดังนั้นเราไม่ควรตื่นตระหนกและควรให้กำลังใจกันเพื่อหาทางแก้ไข” นพ.อนันต์ กล่าวและว่า ตนและกมธ.ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของไวรัสนี้อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นไปได้ว่าการประชุมสภาสมัยฯ ในเดือนสิงหาคมนี้เราจะตั้งกระทู้ถามถึงทิศทางการแก้ไขปัญหารัฐบาลต่อเรื่องนี้

ขรก.ทำเนียบ จัด บิ๊กคลีนนิ่งต้านไข้หวัด 09

 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมรณรงค์ทำความสะอาดและฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ภายในทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 13.00 นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำด้านยุทธศาสตร์และการวางแผนเป็นประธานเปิดกิจกรรมดังกล่าว โดยทางกทม.จะมอบน้ำยาฆ่าเชื้อและอุปกรณ์ทำความสะอาด อาทิ หน้ากากอนามัย ถุงมือทำความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ แอลกอฮอล์ทำความสะอาด มามอบให้กับทุกหน่วยงานที่สังกัดในทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้นำกลับไปทำความสะอาดภายในอาคารของตัวเอง ได้แก่ โต๊ะทำงาน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ ห้องประชุม อย่างไรก็ตามทางกทม.จะให้เจ้าหน้าที่ช่วยทำความสะอาดบริเวณโดยรอบทำเนียบ เช่น ถนน ลานหน้าตึกต่างๆ โรงอาหาร

 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมที่บรรดาข้าราชการหน่วยงานในสังกัดของทำเนียบรัฐบาล ทั้งหมดจัดขึ้น อาทิ สปน.,สลค.,สลน.,กปร.,สมช. โดยไม่มีการเชิญบรรดารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ หรือรองนายกฯ หรือแม้แต่นักการเมืองที่มีตำแหน่งทั้งหลาย มาร่วมในกิจกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด

กทม.ปรับแผนสกัดหวัด2009สั่งลุยแหล่งชุมนุม-ตั้งจุดสกัด

 พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามผลการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จากผู้ตรวจการทั้ง 44 คนว่า ขณะนี้การปฏิบัติงานในส่วนของหน่วยคัดกรองโรคประจำสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ได้ลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่แล้วกว่าร้อยละ 90 มีเหลือเพียงบางแห่งเท่านั้นที่ยังลงมือได้ไม่เต็มที่ ได้สั่งการให้เร่งลงมือดำเนินการอย่างเร็วที่สุดแล้วและให้เร่งการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนในชุมชนได้รับทราบเพราะส่วนใหญ่ผู้ที่มาใช้บริการที่เขตส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องของเจ้าหน้าที่เขตเท่านั้น พร้อมกันนี้ได้สั่งปรับกลยุทธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนด้วยการให้เจ้าหน้าที่ลงไปยังแหล่งชุมนุมคนในพื้นที่เพื่อตั้งจุดคัดกรอง และให้ความรู้เพิ่มเติมจากที่สำนักงานเขต อาทิ ลานออกกำลังกาย หรือในตลาด เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างความตื่นตัวในกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด

 พญ.มาลินี กล่าวถึงปัญหาที่พบบริเวณจุดคัดกรองที่เขต คือเวลาการปฏิบัติงานจากเวลา 16.00 -22.00 น.ที่เจ้าหน้าที่มองว่าดึกเกินไปทำให้อาจมีความเสี่ยงขณะเดินทางกลับไปยังที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง เบื้องต้นอาจจะให้มีการปรับเวลาเลิกจาก 22.00 น.ให้เป็น 20.00 น. แต่อาจจะให้มีการปรับหลังจากประเมินผลการทำงาน 1 เดือนในช่วงกลางเดือน ส.ค.โดยมอบหมายให้นายไกรจักร แก้วนิล รองปลัด กทม.เป็นผู้ศึกษาในเรื่องนี้

 รองผู้ว่า กทม.กล่าวว่า นอกจากนี้จากการสำรวจของผู้ตรวจการยังพบว่าโรงพยาบาลเอกชนใน กทม.บางแห่งยังดูแลและปฏิบัติงานคัดกรองผู้ป่วยไม่เต็มที่ โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขในการประชุมเตรียมความพร้อมสมัชชาสุขภาพ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เพื่อให้สั่งการแทน เนื่องจาก กทม.ไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะสั่งการในเรื่องนี้

 สำหรับยอดผู้ป่วยจากโรคหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในพื้นที่ กทม.ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. จนถึงวานนี้( 22 ก.ค.) มีทั้งสิ้น 2,966 คน เสียชีวิต 15 คน (ชาย 9 หญิง 6) และอยู่ในระหว่างการรักษา 501 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนักที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 5 คน เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อน ซึ่งกลุ่มผู้ติดเชื้อเป็นนักเรียน นักศึกษา สูงถึง 1,719 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 57.9 จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด