
ศิลปวัฒนธรรม : คมคิดไทยสู่วิถีอาเซียน
22 ต.ค. 2558
ศิลปวัฒนธรรม : คมคิดไทยสู่วิถีอาเซียน
33 ปีมาแล้วกับการประกวดศิลปะ “จิตรกรรมยูโอบี” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งช่วยกระตุ้นให้ศิลปินที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจทำตามความฝันของตัวเอง ถือเป็นการประกวดงานศิลป์ที่ยาวนานที่สุดในสิงคโปร์ และว่ากันว่าทรงเกียรติที่สุดของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขยายผลต่อในอีก 3 ประเทศคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย มาคราวนี้จิตรกรรมยูโอบีประจำประเทศไทยเดินทางมาถึงครั้งที่ 6 อ้าแขนรับศิลปินมืออาชีพ และหน้าใหม่ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานก่อนจะคัดเลือกผู้ชนะเพื่อร่วมเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์งานศิลป์ร่วมกับศิลปินยูโอบีในภูมิภาคอาเซียนที่เมืองลอดช่องต่อไป
ก่อนการประกาศผลผู้ชนะและมอบรางวัล ปีเตอร์ ฟู มู ตัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาเป็นประธานเปิดงานพร้อมขึ้นกล่าวว่า ศิลปะไม่ได้มีเพียงความสุนทรีย์ทางอารมณ์ หากยังช่วยจรรโลงสังคม และแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าของวัฒนธรรม การมีเอกชนมาช่วยต่อยอดเรื่องนี้จึงเป็นการผลักดันศักยภาพของประเทศไทยบนเส้นทางวัฒนธรรม นำไทยไปสู่เวทีอารยะประเทศอย่างภาคภูมิ จิตรกรรมยูโอบีทำให้ผู้คนเกิดการตื่นตัว อยากสืบทอดงานศิลปะ เป็นเวทีให้เกิดการแข่งขัน พัฒนา จะเรียกว่าเป็นการส่งเสริมการตลาดของงานจิตรกรรมก็พอจะได้
จากผลงานที่ผ่านเข้ามารอบสุดท้ายจำนวน 20 ชิ้นทั้งประเภทศิลปินมืออาชีีพและศิลปินใหม่ ปรากฏว่าประเภทมืออาชีพ รางวัลเหรียญทองแดงผลงานชื่อ “ของเล่นไขลาน” ของ ไพริน ภู่ประดับ เหรียญเงินผลงานชื่อ“ บูชาพระบรมสารีริกธาตุ” ของ ไพศาล พิรัตน์เสาร์ เหรียญทองตกเป็นของ จักรกฤษณ์ มูลอินต๊ะ จากผลงาน “สงบสุขตามวิถีชีวิต วิถีล้านนา” และรางวัลจิตรกรรมยูโอบีแห่งปี ผลงานชื่อ “ญามาอะห์ 2” ของศิลปินสาววัย 23 ปี ธิดารัตน์ จันทเชื้อ คว้าไป ขณะที่ประเภทมือสมัครเล่น เหรียญทองแดงผลงานชื่อ “สัมพันธภาพชีวิต 1” ของจักรพงษ์ เทพเกาะ เหรียญเงินผลงานชื่อ “แยกคุณตาขนมจีน กุมภา'58” ของปิยังกุล จันทรกุล เหรียญทองผลงานชื่อ “เป็ดผู้น่าสงสาร” ของ อนันต์ยศ จันทร์นวล และรางวัลโมสท์ โปรมิสซิ่ง อาร์ทิสต์ ออฟ เดอะ เยียร์ ตกเป็นของผลงาน “กายกับใจ จิตกลับใจ” ของ นภัส กังวาลนรากุล
จักรกฤษณ์ มูลอินต๊ะ เจ้าของภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าสไตล์ล้านนา เทคนิคสีอะคริลิกผสมสารเคมีช่วยกัดกร่อนให้ดูเก่า คุมโทนสี และแสงเงาเล่าว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตจริงที่อยู่ในเชียงใหม่บวกกับจินตนาการส่วนตัว แต่ละวัดในล้านนามีเอกลักษณ์ จึงนำรูปแบบและแรงศรัทธามาบวกจินตนาการสร้างสรรค์เป็นผลงาน แสงเงาที่พาดผ่านสื่อถึงความสงบ อบอุ่น ส่วนตึกรามบ้านช่องที่เปิดหน้าต่างออกไปเห็นเป็นความสัมพันธ์กันทั้งความเก่าและใหม่ ก่อนหน้านี้เคยส่งผลงานร่วมประกวดมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ได้เพียงร่วมจัดแสดง ครั้งนี้ได้รางวัลเหรียญทองรู้สึกดีใจมาก จริงๆ แล้วศิลปกรรมยูโอบีเป็นอะไรที่ยาก ออกแนวร่วมสมัยผิดกับตัวเองที่ถนัดแนวประเพณี จึงกลับไปทำการบ้านแล้วปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้สอดคล้อง
ภาพจิตรกรรมสื่อผสมเกิดจากการตัดกระดาษและแปะเป็นเรื่องราวชื่อ “กายกับใจ จิตกลับใจ” ของศิลปินปริญญาโทหมาดๆ จากรั้วศิลปากร นภัส กังวาลนรากุล แม้ตัวเองจะจัดอยู่ในกลุ่มออทิสติก ทว่าสามารถตีความออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยสื่อสารถึงภาวะจิตใต้สำนึกของมนุษย์ ที่ผ่านมาได้เห็นสังคมสองด้านทั้งดีและไม่ดีในอยู่คนคนเดียว แต่สุดท้ายสองสิ่งนี้ก็อยู่ด้วยกัน และความดีจะชนะทุกสิ่ง ทำให้สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ เช่นเดียวกับผลงานชนะเลิศในชื่อ “ญามาอะห์ 2” ของธิดารัตน์ จันทเชื้อ ที่สร้างสรรค์อย่างละเอียดอ่อนทั้งรูปแบบและความหมาย โดยสเก็ตภาพบนโฟโตช็อปก่อนแล้วจึงใช้เส้นด้ายล้วนๆ ปักลงบนเฟรมจนเกิดภาพ ใช้เวลา 2 สัปดาห์เต็มในการเก็บรายละเอียด เป็นลวดลายในสถาปัตยกรรมอิสลามที่ไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ แต่ใช้ฟอร์มมานำเสนอเชิงนามธรรม
“ค่อนข้างมั่นใจและมุ่งหวังมาก เรียนปริญญาโทอยู่จริงๆ ตั้งใจทำส่งอาจารย์ แต่คิดไปคิดมาส่งประกวดดีกว่า ญามาอะห์เป็นภาษาอาหรับ อยากนำเสนอว่าการที่คนมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันแล้วจะก่อเกิดสิ่งดีงาม เหมือนในภาพเป็นการละหมาดร่วมกัน ปกติเราทำคนเดียวก็ได้ แต่พอทำร่วมกันแล้วรู้สึกดีเหมือนสังคมทุกวันนี้ที่ต่างคนต่างอยู่ ถ้าเราอยู่ร่วมกันได้ก็จะดีและมีความสุข คิดว่าเมื่อไปร่วมจัดแสดงกับศิลปินอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์น่าจะไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะเป็นนามธรรมที่สื่อสารเข้าใจง่าย ” เจ้าของสุดยอดงานศิลป์แห่งปีอธิบายความตั้งใจ
อ.อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินให้ความเห็นว่า ผลงานที่ส่งเข้าประกวดปีนี้มีความโดดเด่นมากกว่าปีก่อนๆ และดูเหมือนจะเน้นสีสันมากขึ้น ซึ่งคงเป็นไปตามสภาวะของสังคม ปีที่แล้วสังคมยังอยู่ในสภาวะขุ่นมัว จึงไม่ค่อยแสดงออกมาชัดเจนนัก สำหรับภาพชนะเลิศในแง่ของแนวคิดถือว่าหลุดจากมิติเดิมๆ หากดูวิธีสร้างสรรค์จะเห็นว่าศิลปินใช้เส้นและความเข้าใจรวมกันแล้วสร้างรูปขึ้นมา มีกระบวนการทางศาสนาอยู่ด้วย ขณะที่ภาพชนะเลิศฝ่ายสมัครเล่นเกิดจากการตัดกระดาษเป็นกระบวนการที่คนอื่นนึกไม่ถึง ตรงนี้มีหลายอย่างให้เห็นไม่ใช่แค่ความชำนาญที่เข้าใจ แต่มีศาสตร์อื่นๆ ผสมอยู่ อย่างศิลปะในการรักษาเป่็นอะไรที่ได้ผลสำหรับตัวศิลปินมาก แรกๆ ที่สร้างสรรค์อาจดูไม่ค่อยเข้าใจ แต่ตอนนี้สื่อสารออกมาได้อย่างลึกซึ้งกินใจ
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมชมผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร



