
เข้าป่าหากล้วยไม้ครั้งแรกในชีวิต (8)
คงบอกได้ว่า การเดินทางในลักษณะที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีแม้เครื่องหมายบอกทางใดๆ ทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับประสบการณ์ อันมีมาอย่างช่ำชองของคนเดินเกวียนแต่ละคนที่จะบอกได้ว่าทางแยกตรงไหนไปสู่ที่ไหน ในบรรดาคนเกวียนมีเด็กผู้ชายอายุประมาณ 12 ขวบอยู่คนหนึ่งช
อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าสังเกตก็คือ เป็นที่รู้กันอยู่แล้วที่นั่นว่าถ้าหากมีเจ้าหน้าที่ราชการมาเช่าเกวียนไปใช้เพื่อการเดินทางไกลๆ เจ้าของเกวียนจะนำผ้าม่านสีแดงมาติดไว้ที่ช่องทางเข้าด้านหน้าของเกวียนข้างละผืน
หลังออกเดินทางมาไม่ไกลนัก ผมสอบถามดูจึงได้ความว่า ไม่เพียงเอาไว้สำหรับรูดปิดในขณะเข้านอนพักผ่อนเท่านั้น แต่สีแดงซึ่งคนท้องถิ่นโดยทั่วไปเข้าใจกันอยู่แล้วว่าเป็นเกวียนของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จึงเป็นเครื่องหมายซึ่งมีผลทำให้โจรผู้ร้ายไม่กล้าเข้ามารบกวนในระหว่างการเดินทางด้วย
แต่ผมอดที่จะนึกถึงอีกด้านหนึ่งไม่ได้ว่า น่าจะมีเหตุผลทำให้ผู้ซึ่งกระทำผิดกฎหมายรู้ตัวล่วงหน้าและเตรียมการป้องกันตัวเองจากเงื้อมมือกฎหมายได้รัดกุมยิ่งขึ้น หรือไม่ก็ละเว้นจากการกระทำผิดไว้ชั่วครั้งชั่วคราว!
วันแรกคณะของเราเดินทางจาก อ.ลำปลายมาศ มุ่งหน้าไปยัง อ.ตะลุง และค้างคืนที่นั่นสองคืน จากนั้นก็เดินทางต่อไปยัง อ.นางรอง และค้างคืนที่นั่นอีกสองคืน จาก อ.นางรอง เราจะเดินทางต่อไปยัง อ.พุทธไทสงค์ และไปสุดที่ อ.ลำปลายมาศ
ฉันจำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งกองคาราวานเกวียนของเราเดินทางเลียบไปตามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งขณะนั้นแม้แต่บ้านเมืองของชาวบ้านก็ยังไม่แลเห็น หากยังเป็นป่าที่มีทั้งป่าละเมาะและป่าทึบ นอกจากนั้นเรายังเดินทางเลียบชายแดนต่อไป กระทั่งถึงเขาพนมรุ้งซึ่งมีตำนานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างน่าสนใจ ก่อนที่จะเดินทางวนกลับมายัง อ.ลำปลายมาศ เพื่อขึ้นรถไฟมายังกรุงเทพฯ
"ระพี สาคริก"



