ไลฟ์สไตล์

คำแนะนำอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

คำแนะนำอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

07 ต.ค. 2558

ดูแลสุขภาพ : คำแนะนำอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

 
                      การควบคุมอาหารมีส่วนสำคัญต่อการรักษาเบาหวาน ทุกคนต้องรับประทานอาหาร และอาหารที่รับประทาน เข้าไปก็จะมีส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือด คนที่เป็นเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วจากการขาดอินซูลินที่ช่วย นำน้ำตาลในเลือดไปใช้ เมื่อการนำไปใช้ลดลง และการรับประทานไม่ควบคุมให้เหมาะสม เบาหวานก็รักษาได้ยาก ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม
 
 
 
คำแนะนำที่ควรพิจารณาเรื่องอาหาร
 
 
                      1.วางแผนรับประทานอาหารในแต่ละวัน เช่น แต่ละมื้อจะรับประทานอะไร ปริมาณเท่าไหร่ ควรมีจำนวนคาร์โบไฮเดรตเท่าไหร่ เป็นต้น เพื่อให้ได้เป้าหมายน้ำตาลในเลือดทั้งก่อนอาหารและหลังอาหารตามที่ต้องการ ตลอดจนเป้าหมายของน้ำหนักตัว โดยให้เหมาะสมต่อกิจวัตรประจำวัน การทำงาน ยาที่ใช้รักษา พร้อมทั้งตั้งความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติให้ได้อย่างสม่ำเสมอ
 
                      2.ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน ตั้งเป้าหมายที่จะลดน้ำหนักลงให้ได้ 5-10% ของน้ำหนักตัวเดิม โดยลดปริมาณอาหารลง ไม่รับประทานให้อิ่มเต็มที่ และกระจายมื้ออาหารให้เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรีต่ำ และมีใยอาหารสูง พร้อมทั้งออกกำลังกายประจำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
 
                      3.รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ในปริมาณที่พอสมควร ไม่ให้อิ่มมาก และไม่ให้ปริมาณรวมมากเกินไปในแต่ละวัน ตามความเหมาะสมของแต่ละคน หลีกเลี่ยงมื้อดึก จำนวนมื้ออาหารต้องจัดให้เหมาะสมกับประเภทของยาที่ใช้รักษา และต้องรับประทานยาให้สอดคล้องกับมื้ออาหาร ผู้ที่ฉีดยาอินซูลินบางประเภทอาจต้องแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อยวันละ 4-6 มื้อต่อวัน และพยายามรับประทานให้สม่ำเสมอ ทั้งปริมาณ และเวลา
 
                      4.อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง เช่น ข้าวทุกชนิด ขนมปัง ผลไม้ ธัญพืช ผักประเภทหัว น้ำตาล ฯลฯ จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือด จึงต้องเลือกรับประทานให้ถูกต้อง หลีกเลี่ยงขนมหวาน ของหวานทุกชนิด น้ำหวาน น้ำผลไม้ ผลไม้กวน ผลไม้ดอง ผลไม้แห้ง น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ไอศกรีม เครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล ฯลฯ ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตจากข้าว ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน พืช ผัก ธัญพืช ถั่วต่างๆ มันฝรั่ง นมจืดพร่องไขมัน ผลไม้สด
 
                      5.การแบ่งสัดส่วนอาหารอย่างง่ายๆ อาจจะเรียกเป็น “จานอาหารสุขภาพ” ก็ได้ ให้นึกถึงจานอาหารที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้ว ลากเส้นแบ่งครึ่งจานเป็นสองส่วน และแบ่งครึ่งของส่วนด้านหนึ่งออกเป็นอีกสองส่วน ก็จะแบ่งจานเป็นสามส่วน แล้วแบ่งส่วนอาหารตามรูป ผักต่างๆ และผลไม้ควรมีประมาณ 2/4 ส่วนของจาน โดยมีผลไม้ประมาณ 1/3 ของส่วนผักและผลไม้ คาร์โบไฮเดรต
 
                      6.ปริมาณอาหารหรือจำนวนแคลอรีต่อวันมีความสำคัญมากต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด ถ้ารับประทานเกิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสูง และอ้วนได้ เมื่อต้องการรับประทานของหวาน หรืออาหารจานโปรด ในวาระพิเศษ ก็สามารถทำได้ถ้าเบาหวานควบคุมได้ดี และระวังปริมาณที่รับประทานไม่ให้มากเกินไป พร้อมทั้งใช้หลักอาหารทดแทนด้วยการลดอาหารประเภทเดียวกันในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน ก็มีส่วนช่วยให้น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นสูงมาก แต่ถ้าเบาหวานยังควบคุมไม่ดี ต้องระวังว่า น้ำตาลในเลือดมีโอกาสสูงได้มาก และขึ้นกับจำนวนที่รับประทานด้วย
 
 
คำแนะนำอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน
 
 
                      7.การใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น แอสปาร์แทม (คือน้ำตาลเทียมที่มีขายในตลาดหลายยี่ห้อ) หลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ และให้ความปลอดภัยถ้าใช้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ผู้ที่ติดรสหวานอาจใช้แทนน้ำตาลได้ทั้งในอาหารและของหวาน แอสปาร์แทมไม่ทนความร้อน จึงไม่ควรใช้ในเครื่องดื่มที่ร้อนจัด ควรรอให้อุ่นก่อนแล้วค่อยเติมลงไป
 
                      8.ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีคอเลสเตอรอล และทรานส์แฟตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อหลอดเลือดแดงตีบ นอกจากนี้ อาหารไขมันสูงทำให้อ้วนได้ และเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันที่ดี
 
                      9.ไม่ควรรับประทานเค็มจัด โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย รสเค็มมาจากเกลือโซเดียมคลอไรด์ ที่มีส่วนทำให้ความดันสูงขึ้น โดยทั่วไป แนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกิน 2.3 กรัมต่อวัน เบาหวานที่เริ่มมีความบกพร่องในหน้าที่ของไต
 
                      10.ผู้ที่เป็นเบาหวานต้องงดสูบบุหรี่เด็ดขาด บุหรี่มีผลเสียต่อการควบคุมเบาหวาน ทั้งมีผลเสียต่อหลอดเลือดแดงด้วย ซึ่งมีส่วนเพิ่มอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนของเบาหวานมากขึ้น ตลอดจนอัตราการตัดเท้า
 
                      11.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเหล้า ไม่มีผลกระทบต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด ถ้าดื่มในระดับปานกลาง คือ ไม่เกิน 1 ดริงก์ต่อวันในผู้หญิง หรือไม่เกิน 2 ดริงก์ต่อวันในผู้ชาย 1 ดริงก์เทียบเท่ากับการดื่มแอลกอฮอล์ 15 กรัมโดยประมาณ ซึ่งเท่ากับเบียร์ 12 ออนซ์ (360 มล.), ไวน์ 5 ออนซ์ (150 มล.), หรือ 1.5 ออนซ์ (45 มล.) ของเหล้ากลั่น ผู้ที่เป็นเบาหวานที่ดื่มมากกว่านี้เป็นประจำ ควรห้ามการดื่มเหล้า
 
                      12.อาหาร การออกกำลังกาย และยา เป็นหลักสำคัญ 3 ประการในการรักษาเบาหวาน การรับประทานยา หรือการฉีดยาอินซูลิน ร่างกายจะได้รับยาคงที่ แต่ถ้าการรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอ มากบ้าง น้อยบ้าง ไม่ตรงเวลา หรือรับประทานบ่อยๆ ยาที่รับประทานหรือฉีดไปแล้ว ไม่สามารถปรับตามได้ อันตรายจะเกิดขึ้นได้
 
 
 
 
นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล
 
ผู้อำนวยการแพทย์ 
 
โรงพยาบาลพญาไท 3