ไลฟ์สไตล์

จัดรูปที่ดินผนึกปชช.พัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน

จัดรูปที่ดินผนึกปชช.พัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน

06 ต.ค. 2558

จัดรูปที่ดินผนึกประชาชน พัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน : ทีมข่าวภูมิภาค

 
        โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน จัดทำโดยสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกระจายอยู่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย โครงการจัดรูปที่ดินเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก  โครงการจัดรูปที่ดินสถานีสูบน้ำ ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โครงการจัดรูปที่ดินฝายหนองหวาย ต.ยางน้อย อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม และโครงการจัดรูปที่ดินสถานีสูบน้ำ ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นโครงการในแผน 3 ปี ที่ดำเนินการระหว่าง ปี 2557-2559 โครงการนี้มีที่มาจากการเห็นความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรน้ำตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน
 
        โดยมีสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางเป็นผู้ขับเคลื่อนด้วยแนวทางที่ต้องการให้เกิดการพัฒนามีการกระจายน้ำใช้ในการเกษตร ให้ความสำคัญกับงานพัฒนาระบบชลประทานในไร่นา  สามารถกระจายน้ำให้ถึงแปลงนาของเกษตรกรได้ ทั้งยังกระตุ้นให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เขตจัดรูปที่ดินตื่นตัวต่อการเข้ามามีส่วนร่วมดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ ซึ่งการดำเนินงานโครงการปีแรก (2557) ได้สร้างความตื่นตัวให้เกษตรกรในการจัดการและดูแลระบบชลประทานนำไปสู่การเกิดคณะทำงานและสร้างเครือข่ายการทำงานระดับชุมชน ซึ่งบรรลุตามเป้าหมายในปีแรกที่วางไว้มีการจัดทำเป็นประชาคม เพื่อให้ขั้นตอนจัดสรรน้ำเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับโครงการปีที่ 2 (2558)  ถูกออกแบบไว้เพื่อสร้างความยั่งยืน โดย จ.กาญจนบุรี จะต่อยอดในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ ให้ขยายออกไปเป็นวงกว้าง เช่นเดียวกับศรีสะเกษ ส่วนมหาสารคามได้วางเป้าหมายให้ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ในการพัฒนาให้เกิดศูนย์กลางการปลูกข้าวปลอดสารเคมี  ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับพิษณุโลก ที่ต้องการเป็นแหล่งผลิตข้าวที่มีพันธุ์คุณภาพ
 
        ว่าที่ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์  รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน บอกว่า ผลสัมฤทธิ์ของโครงการคือ เกษตรกรเกิดกระบวนการเรียนรู้แบบส่วนร่วม เช่น พื้นที่ ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก จะเห็นว่า  สามารถกำหนดรูปแบบข้อตกลงการใช้น้ำ  ลดอัตราการจ่ายน้ำเหลือทิ้ง  นอกจากนี้หากมีน้ำเหลือทิ้งจะพักน้ำทิ้งที่บึงกำไลที่คั่นแปลงจัดรูปกับพื้นที่นอกเขต  เพื่อให้เกษตรกรนอกเขตสูบน้ำจากบึงกำไลไปใช้ประโยชน์ต่อได้โดยไม่สูญเปล่า  จะเห็นได้ว่า หลังจากมีโครงการนี่้เข้ามา  ส่งผลให้กลุ่มผู้ใช้และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เห็นถึงศักยภาพของตนเองและชุมชน ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง  มีการบริหารจัดการน้ำและบริหารพื้นที่ทางการเกษตร  ทำให้เกิดการแบ่งปันน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง
 
        ขณะที่ นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการนี้ คือ การนำเอาแนวทาง “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” และแนวคิด “การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน”  มาส่งเสริมให้กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตจัดรูปที่ดินสามารถพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทางของชุมชนของตนเองได้  และสามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เกษตรกรเป็นผู้มีศักยภาพในการดูแลแหล่งน้ำ ร่วมกันคิดออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำ ดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานได้เอง  ซึ่งจะก่อให้เกิดการตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ  ส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
 
        สำหรับในเขตจัดรูปที่ดินใน ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ตลอด 2 ปี จะเห็นว่า มีปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จในพื้นที่ ทั้งการวางแผนการผลิต  สอดคล้องกับพื้นที่ทั้งพันธุ์พืชที่มีตลาดรับซื้อ พันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพ  อากาศ  และพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับการจัดสรรการใช้น้ำในแต่ละฤดูกาล  การใช้ความรู้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรเพื่อนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและความรู้นั้นมาทั้งจากประสบการณ์และหลักวิชาการ  โดยสิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการที่เกษตรกรสามารถต่อยอดความรู้เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ตนเอง  โดยนำหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วมมาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างเป็นระบบและมาจากผลพวงของการมีน้ำและบริหารจัดการใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ
 
        สิ่งเหล่านี้่จึงเป็นที่มาของความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับพื้นที่ อันหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร