
จากทำนาใช้เคมีสู่ 'เกษตรอินทรีย์'
02 ต.ค. 2558
ทำมาหากิน : จากทำนาใช้เคมีสู่ 'เกษตรอินทรีย์' วันนี้ 'ขวัญน้ำอ้อย' ส่งออกปีละ 250 ล. : โดย...ดลมนัส กาเจ
เวลาผ่านไป 15 ปีเต็มๆ ที่เกษตรกรบ้านศิริพัฒนา ต.น้ำอ้อม อ.ค้อวัง จ.ยโสธร รวมตัวตั้งกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม เพื่อผลิตข้าวอินทรีย์ครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ขวัญน้ำอ้อย” จนสามารถขยายเครือข่ายได้ถึง 5 จังหวัด เน้นส่งออก 90% สร้างรายได้เข้ากลุ่มปีละกว่า 250 ล้านบาท ล่าสุดตั้งบริษัท อีสานไทยออร์แกนิคส์ จำกัด เพื่อส่งออกเองในปี 2559 ประเดิมที่ประเทศจีน
สายัณต์ สีถาน กรรมการ กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม บอกว่า เดิมทีชาว ต.ต.น้ำอ้อม อ.ค้อวัง มีอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยใช้เคมีทั้งปุ๋ย ยากำจัดวัชพืช และยาฆ่าแมลง ทำให้สภาพดินเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว กุ้ง หอย ปู ปลา ในท้องนาในฤดูน้ำหลากก็หายไปหมด เกษตรกรสุขภาพเริ่มแย่ ทำนาได้ข้าวขายในราคาถูก จึงปรึกษากับพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อข้าว ได้รับคำแนะนำว่า ปัจจุบันตลาดในต่างประเทศหันมาสนใจข้าวที่ปลอดจากสารเคมี โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์กำลังมากแรง จึงปรึกษากันและศึกษารายละเอียดเพิ่ม จึงตัดสินใจพลิกนาที่บ้านศิริพัฒนา ต.น้ำอ้อม มาปลูกข้าวอินทรีย์ในปี 2543 หรือ 15 ปีที่แล้ว
“แรกๆ ก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร พอลงมือจริงๆ เห็นได้ผล คือที่นามีสภาพดินที่ร่วนขึ้น ต้นทุนการทำนาลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีที่แพงหลายเท่าตัว เรามาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยคอก ยาฆ่าแมลงที่มาจากสารสกัดธรรมชาติที่ถูกกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ทำเอง สามารถลดต้นได้ไร่ละกว่า 2,000 บาท” สายัณต์ กล่าว
กระนั้นในช่วงแรก สายัณต์ยอมรับว่า เกษตรกรได้กำไรไม่มากนัก เพราะต้องจ้างทุกอย่าง กระทั่งในปี 2548 ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐติดตั้งเครื่องสีข้าวขนาดกำลังผลิตวันละ 5 ตัน ต่อมาได้งบประมาณจากผู้ว่าฯ ซีอีโอ กว่า 6 แสนบาท สามารถขยายโรงสีมีกำลังผลิตวันละ 12 ตัน รวมถึง รถตัก รถไถนา รถกระบะ เครื่องแพ็กสุญญากาศ เครื่องชั่งขนาด เครื่องเย็บกระสอบ เครื่องชั่ง เครื่องกะเทาะเปลือกข้าว และอื่นๆ จนสามารถผลิตข้าวสารเองภายใต้แบรนด์ “ขวัญน้ำอ้อย” และมีการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเมื่อปี 2551 ผลิตข้าวอินทรีย์แบบครบวงจร
ต่อมาได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก บีซีเอส/ยูเอสดีเอ สหภาพยุโรป และได้เป็นหนึ่งในสมาชิกตลาดการค้ายุติธรรม หรือแฟร์เทรด (เอฟแอลโอ) จนทุกวันนี้มีสมาชิกขยายไป 5 จังหวัด คือ ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอำนาจเจริญ สามารถส่งข้าวอินทรีย์ได้กว่า 250 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาจะส่งผ่านบริษัทผู้ส่ง 5-6 ราย ล่าสุดเราได้ตั้งบริษัท อีสานไทยออร์แกนิคส์ จำกัด เพื่อส่งออกเอง ประเดิมออกไปยังจีนในปี 2559 นี้
ประพน อีสา เกษตรกรวัย 70 ปี จาก ต.ผือฮี อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม บอกว่า มีที่ทำนา 26 ไร่ หลังจากปลูกข้าวอินทรีย์ทำให้ลดต้นทุนการทำนา จากเดิมต้องลงทุนไร่ละ 4,800 บาท เหลือ 2,400 บาท ทำให้มีเงินเหลือใช้บ้าง เพราะข้าวอินทรีย์ราคาดี กิโลกรัมละ 14-16 บาท ถ้าข้าวธรรมดากิโลกรัมละราว 13 บาท เท่านั้น
--------------------
(ทำมาหากิน : จากทำนาใช้เคมีสู่ 'เกษตรอินทรีย์' วันนี้ 'ขวัญน้ำอ้อย' ส่งออกปีละ 250 ล. : โดย...ดลมนัส กาเจ)



