ไลฟ์สไตล์

แพทย์ไทย...จุดประกายความหวังการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

แพทย์ไทย...จุดประกายความหวังการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

01 ต.ค. 2558

ดูแลสุขภาพ : แพทย์ไทย...จุดประกายความหวังการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

 
                      อายุรแพทย์โรคมะเร็งเผยวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะแพร่กระจายด้วยการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรค โดยการตรวจด้วยวิธีที่เรียกว่า “ไบโอมาร์เกอร์” (Biomarker) หรือ “ยีนบ่งชี้” และรักษาด้วยยาฉีดแบบมุ่งเป้า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและอายุขัยของผู้ป่วยได้มากขึ้น
 
                      การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในปัจจุบันได้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาให้หายขาดหรือยืดชีวิตผู้ป่วยให้มีอายุขัยยาวนานเพิ่มขึ้นถึง 3-5 ปี โดยใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยาโดยเฉลี่ยแล้ว โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นระยะที่ 1-3 ปัจจุบันมีโอกาสหายขาดมากกว่า 70% ด้วยวิธีการรักษาข้างต้นโดยแนวทางการใช้ยารักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักยุคใหม่จะเน้นความจำเพาะต่อบุคคลมากขึ้น (Personalized Therapy) ด้วยการตรวจที่เรียกว่า “ไบโอมาร์เกอร์” (Biomarker) หรือ “ยีนบ่งชี้” การตรวจ “ยีนบ่งชี้” หมายถึงการตรวจยีนในเซลล์มะเร็ง จะทำให้แพทย์สามารถเลือกยาบางชนิดเพื่อนำมาใช้ในการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยการตรวจจะทราบผลภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถทำนายการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ โดยตอนนี้ในประเทศไทยสามารถทำได้ในโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนหลายๆ แห่งทั่วประเทศแล้ว
 
                      หลังจากที่ได้ตรวจ “ยีนบ่งชี้” แล้ว แพทย์จะสามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน และทำการวางแผนในการรักษา เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการคาดคะเนกับผลการรักษาได้ล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากขึ้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจายสามารถเลือกใช้ยามุ่งเป้าชนิดฉีดให้เหมาะสมกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้ โดยนวัตกรรมใหม่ในการรักษานี้ สามารถยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยามาตรฐานอื่นๆ มาแล้วโดยจากการศึกษาซึ่งทำในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย พบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้รับยามุ่งเป้าชนิดฉีดสามารถทำให้โรคมะเร็งตอบสนองต่อยาและควบคุมโรคได้นานกว่าการใช้ยาโดยไม่มีการคัดเลือก
 
                      ยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายมีให้เลือกใช้หลายชนิดการเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสมจะทำให้ได้ผลลัพธ์จากการรักษาสูงที่สุดในอดีต การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่จะคัดเลือกผู้ป่วยตามความแข็งแรงของร่างกาย ภาวะโรคอื่นๆ ที่มีร่วมแต่ปัจจุบันทางการแพทย์มีความรู้เพิ่มมากขึ้น การตรวจไบโอมาร์เกอร์หรือ “ยีนบ่งชี้” ก่อนทำการรักษาด้วยยามุ่งเป้าบางชนิดร่วมกับยาเคมีบำบัด จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มี “ยีนบ่งชี้” ตอบสนองต่อการรักษาในอัตราที่สูงและควบคุมโรคได้นานขึ้น
 
                      มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มากเป็นลำดับที่ 4 โดยพบผู้ป่วยรายใหม่โดยเฉลี่ย 11,496 ราย/ปี และมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 6,845 ราย/ปี รองจาก มะเร็งตับ, มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านมสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถือเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตในลำดับที่ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย
 
                      โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่เซลล์มะเร็ง จะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ ขณะที่มะเร็งทวารหนักเป็นโรคที่เซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อในส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ใกล้กับทวารหนัก โดยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พัฒนามาจากเซลล์ปกติ ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นตัวเซลล์มะเร็ง และมีเนื้องอกในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก สาเหตุของการเกิดโรคนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัด แต่การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ปกติจะพบน้อยในคนอายุไม่ถึง 40 ปี แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 2 เท่าหลังอายุ 50 ปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอีกหากมีปัจจัยเสริมอื่นๆ เพิ่มเข้า ปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ อยู่หลายปัจจัย อาทิ คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป, มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่, คนที่เคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งรังไข่, มะเร็งมดลูกและมะเร็งเต้านม คนที่เคยมีติ่งเนื้อ (Polyps) ในลำไส้ใหญ่คนที่มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง, คนอ้วนและผู้ที่สูบบุหรี่ การมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น
 
                      ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่ถ้ามีอาการอุจจาระมีมูกเลือดหรือสีดำคล้ำ หรือดำแดง นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่นมีอาการท้องผูก สลับท้องเสีย, ขนาดของเส้นอุจจาระไม่สุด, มีอาการแน่นท้อง, ท้องอืด, ปวดท้อง, อาเจียน, มีอาการอ่อนเพลีย, น้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุคลำได้ก้อนในช่องท้อง โดยอาการข้างต้นมีต่อเนื่องในระยะเวลานานพอสมควร เช่น 2 สัปดาห์ขึ้นไป เป็นสัญญาณอันตราย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย
 
                      การตรวจคัดกรองเพื่อหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้นสามารถทำได้โดยการตรวจหาเลือดในอุจจาระการตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonoscopy) โดยผู้ที่เหมาะสมที่จะตรวจคัดกรองควรมีอายุมากกว่า 50 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่า 1 ปัจจัย อาจพิจารณาตรวจคัดกรองตามความเหมาะสมในสถานพยาบาล กรณีที่มีอาการสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยโดยการส่องกล้องเข้าไปเก็บชิ้นเนื้อ แล้วนำชิ้นเนื้อไปวิเคราะห์ แล้วตรวจด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้ทราบระยะของโรค ก่อนจะวางแผนและทำการรักษาต่อไป
 
 
 
 
รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์
 
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะแพทยศาสตร์
 
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย