
ตำรวจ191เผยสถิตินร.ตีกันยังเพิ่มสูงย่านเพชรเกษมมากสุด
ศูนย์ 191 เผยนักเรียนตีกันเพิ่มสูงสุดในรอบ 3 ปี พื้นที่ย่านเพชรเกษมก่อเหตุมากสุด โดยเฉพาะ 15.00-18.00 น.หลังเลิกเรียน ห่วงความรุนแรงก่อเหตุเพิ่ม เตรียมอบรมนักศึกษาเป็นสาย พร้อมเปิดสายพิเศษรับแจ้งเหตุก่อนเกิด แนะแก้ที่ต้นเหตุแยกปี 1 ปลูกฝังค่านิยมใหม่ ด้าน
เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2552 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายในการเฝ้าระวังและป้องปรามนักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาท ในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยมีผู้แทนผู้บริหารและฝ่ายปกครองของสถาบันอาชีวศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนในกรุงเทพฯ ผู้แทนศูนย์เสมารักษ์ ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สถานีตำรวจนครบาลท้องที่ต่าง ๆ และผู้แทนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นและแนวทางการป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท
พ.ต.อ.สมนึก น้อยคง ผู้กำกับการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ บช.น. กล่าวว่า จากสถิติการรับแจ้งเหตุศูนย์วิทยุ 191 รับแจ้งเหตุนักเรียนนักศึกษาจากทุกสังกัดกำลังก่อเหตุตีกัน และนักเรียนจับกลุ่มจะก่อเหตุตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นทุกกรณีเกือบเท่าตัว โดยตั้งแต่มกราคมถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ รับแจ้งนักเรียนก่อเหตุตีกัน 1,010 ครั้ง ขณะที่ในครึ่งแรกของปี 2551 และ 2552 มียอดนักเรียนก่อเหตุ 718 และ 639 ครั้งตามลำดับ โดยพื้นที่ สน.เพชรเกษม มีสถิติก่อเหตุสูงสุด โดยเฉพาะตลอดถนนเพชรเกษม เกิดเหตุมากที่สุด ช่วงเวลาก่อเหตุมากสุดคือ 15.00-18.00 น. รองลงไปคือ 12.00-15.00 น.ที่น่าห่วงคือ การก่อเหตุมีพัฒนาการความรุนแรงเพิ่มขึ้น
พ.ต.อ.สมนึก กล่าวว่า ทางตำรวจได้ทำแผนเตรียมรับมือเฝ้าระวัง ทั้งประสานกับสถาบันการศึกษา และมีปฏิทินวันสำคัญของสถาบันการศึกษาทุกแห่ง โดยหากมีผู้แจ้งเหตุมาเร็ว ตำรวจจะเข้าถึงที่เกิดเหตุได้เร็ว ทั้งนี้ เตรียมจะเปิดการอบรมการรับแจ้งเหตุของนักศึกษา และแจ้งโดยตรงเข้ามาที่หมายเลขโทรศัพท์พิเศษสำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะ โดยแจ้งได้ทันทีตั้งแต่ได้ยินว่ากำลังจะมีการก่อเหตุ ซึ่งจะเร็วกว่าการแจ้งจากประชาชน เนื่องจากสายของหมายเลข 191 ไม่เพียงพอรับแจ้งเหตุ
“สาเหตุของการทะเลาะวิวาทมักมาจากการปลูกฝังโดยรุ่นพี่ ดังนั้น จึงเสนอที่ประชุมว่าควรจะแยกนักศึกษาปี 1 ออกไปปลูกฝังระเบียบวินัย ห้ามปี 2-4 มายุ่งกับรุ่นน้อง แล้วเอาปี 1 ของสถาบันต่าง ๆ มาอบรมร่วมกัน ส่วนรุ่นพี่ต้องเสียสละ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะการเสียลูกไปคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา การจัดกำลังเข้าไปดูแลขณะเกิดเหตุ เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่เห็นว่าควรปลูกฝังที่ต้นเหตุก่อน” พ.ต.อ.สมนึก กล่าว
นายเฉลียว กล่าวว่า จากการรายงานของตำรวจ 191 ส่วนใหญ่จะมีพื้นที่เกิดปัญหาย่านเพชรเกษม บางเขน และบางนา ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง มักจะเกิดในเวลาเช้าและเย็น สอศ.ได้จัดแบ่งสถาบันเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มจตุจักร กลุ่มชัยสมรภูมิ กลุ่มสวนหลวง ร.9 และกลุ่มธนบุรี เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังในช่วงเวลาล่อแหลม เช่น ใกล้ถึงวันก่อตั้งสถาบัน โดยตั้งเป็นเครือข่ายสถาบันและหน่วยงานตำรวจกับ ขสมก.ร่วมกับสายครูปกครองในการเฝ้าระวัง
นายเฉลียว กล่าวอีกว่า มีการวิเคราะห์กันว่าช่วงกลางคืนมักเป็นเหตุส่วนตัว ช่วงกลางวันเป็นเหตุจากกลุ่มสถาบัน และเหตุมักเกิดระหว่างการขึ้นรถโดยสารประจำทาง ทำให้บางพื้นที่แม้ไม่มีสถาบันการศึกษาตั้งอยู่เช่น จตุจักร แต่มีการมาต่อรถโดยสารกันมาก จึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น ขณะที่บางกรณีก็เกิดจากศิษย์เก่าของสถาบัน หรือบางกรณีเป็นเด็กที่แต่งตัวชุดนักศึกษาออกจากบ้าน แต่ไม่ได้เข้าเรียน ดังนั้น ขอให้ผู้ปกครองช่วยตรวจสอบหรือประสานสอบถามมา นอกจากนั้นที่น่าห่วง คือ ความรุนแรงของอาวุธที่ใช้ก่อเหตุจะเพิ่มขึ้น
นายเฉลียว กล่าวด้วยว่า ศูนย์เสมารักษ์ชี้แจงว่าเฉพาะการทะเลาะวิวาทของอาชีวศึกษา มีสถิติลดลงจากปีก่อน ในสังกัด สอศ.มีเพียง 2 แห่ง สำหรับมาตรการเฝ้าระวังจะดำเนินตามมาตรการในประกาศกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก เสริมด้วยมาตรการสร้างความเข้มแข็งทางคุณธรรมจริยธรรมและการบูรณาการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน
นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับเครือข่ายในการเฝ้าระวังและป้องปรามนักเรียน นักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ว่า สอศ.ได้หารือกับเครือจข่ายเช่น ตำรวจนครบาล สมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน องค์การขนส่งมวลชน(ขสมก.)โดยในที่ประชุมตำรวจ 191 ได้รายงานถึงพื้นที่ที่นักศึกษาอาชีวะมักจะก่อเหตุทะเลาะได้แก่ พื้นที่ย่านเพชรเกษม ย่านบางแค ย่านบางนา ซึ่งใน 3 พื้นที่นี้ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจังโดยเฉพาะในช่วงเช้าและเวลาเย็นตั้งแต่ 15.00-18.00 น.ช่วงที่เด็กเดินทางกลับบ้าน
เลขาธิการกอศ. กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น สอศ. ตำรวจและขสมก.ได้วิเคราะห์ร่วมกันเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เด็กขึ้นรถเมลล์มาเรียนและกลับบ้าน เช่น ย่านจตุจักรซึ่งไม่มีสถานศึกษาอาชีวะรัฐและเอกชนตั้งอยู่ แต่มักเกิดหตุบ่อยครั้งเพราะเด็กที่อยู่ในย่านพหลโยธิน ดอนเมือง มีนบุรี จะต้องมาขึ้นรถเมลล์ จึงต้องเฝ้าระวังในกรณีนี้ด้วย อีกทั้งเด็กที่ก่อเหตุมีทั้งนักศึกษาและศิษย์เก่า ขณะเดียวกันผอ.วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามรายงานว่า มีนักศึกษาไม่ไปเรียนและไปร่วมกลุ่มกันตามหอพัก บ้านเช่าและไปค้นเจออาวุธเพื่อเตรียมก่อเหตุทะเลาะวิวาท
"อยากให้ผู้ปกครองช่วยดูแลอีกทางหนึ่งโดยโทรศัพท์สอบถามสถานศึกษาว่าลูกไปเรียนหรือไม่ รวมทั้งครู อาจารย์ก็มีบทบาทสำคัญในการป้องกันนักศึกษาเพราะรู้จักลูกศิษย์ดี หากพบว่าลูกศิษย์หรือศิษย์เก่าจะก่อเหตุก็ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น ตำรวจ ศูนย์เสมารักษ์ได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของศูนย์เสมารักษ์ของศธ.พบว่า ปีนี้นักเรียน นักศึกษาอาชีวะก่อเหตุทะเลาะวิวาทลดลงโดยสถานศึกษาสังกัดสอศ.มี 2 แห่งคือ วิทยาลัยเทคนิคดุสิตเกิดเหตุเวลากลางวันและวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามเกิดเหตุเวลากลางคืน" นายเฉลียว กล่าว
เลขาธิการกอศ. กล่าวด้วยว่า สอศ.ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงนโยบายและมาตรการป้องกันนักเรียน นักศึกษาก่อเหตุทะเลาะและทำร้ายกันของกระทรวงศึกษาธิการและสอศ.และขอให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหานี้โดยยึดตามนโยบายศธ. จัดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา บูรณาการคุณธรรมจริยธรรมในการเรียนการสอน สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายต่างๆ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
นายเฉลียว กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันสอศ.ได้จัดแบ่งกลุ่มสถานศึกษาเพื่อรับผิดชอบพื้นที่การป้องกันนักเรียน นักศึกษาทะลาะวิวาทออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มโรงเรียนที่ 1 จตุจักรในเขตบางเขน ดอนเมือง จตุจักร บางกะปิ ลาดพร้าว บึงกุ่ม มีนบุรี หนองจอก คลองสามวา คันนายาว ลาดกระบัง สายไหม หลักสี่ วังทองหลาง สะพานสูงและในจ.นนทบุรีและจ.ปทุมธานี มีนายชนินทร์ ปิ่นทอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี เป็นประธานกลุ่ม กลุ่มโรงเรียนที่ 2 ชัยสมรภูมิในเขตพระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต บางซื่อ พญาไท ราชเทวี ดินแดง ห้วยขวาง ปทุมวันและสัมพันธวงศ์
กลุ่มโรงเรียนที่ 3 สวนหลวงร.9 ในเขตพระโขนง คลองเตย ประเวศ ยานนาวา สาทร บางคอแหลม บางนา บางรัก วัฒนา สวนหลวงและในจ.สมุทรปราการ มีนายสุรัตน์ จั่นแย้ม ผอ.วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ เป็นประธาน และกลุ่มโรงเรียนที่ 4 ธนบุรีในเขตบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ บางบอน บางขุนเทียน ภาษีเจริญ ราษฎร์บูรณะ ทวีวัฒนา บางแค ตลิ่งชัน หนองแขม ธนบุรี บางพลัด คลองสาน จอมทอง ทุ่งครุและในจ.สมุทรสาคร มีน.ส.ชมพูนุช บัวบังศร ผอ.วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามเป็นประธานกลุ่ม อีกทั้งจะร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันด้วย



