
สธ.-มท.สั่งผู้ว่าฯ-สสจ.ย้ำ5นโยบายสกัดหวัด09
วิทยา เพิ่งตื่นยืมมือมหาดไทยสั่ง ผู้ว่าฯ-สสจ. ผ่านวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ ย้ำ 5 นโยบายป้องหวัด 2009 กำชับรายงานตัวเลข คนตาย-ติดเชื้อ ขออย่าหมกเม็ด ด้านมท.1 โวประเทศไทยคุมหวัดป้องกันดีกว่าอังกฤษ ไม่คาดโทษผู้ว่าฯแนะตื่นตัวแจงปชช. จวก พท.เชื่อรัฐบาลดูแลปั
(22ก.ค.) นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือผู้ว่าฯ ในการเป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ระดับจังหวัด โดยมีนายวิทยา แก้วภารดัย รมว.สาธารณสุข เข้าร่วมประชุม
โดยนายวิทยา กล่าวว่า เพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งจะมีการดำเนินการร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ของโรคได้แพร่ระบาดไปยังภูมิภาค ประชาชนทุกคนมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเท่ากัน เพราะยังไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง จึงต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันคือ1.การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และ 2.ภูมิคุ้มกันที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ วัคซีนในการป้องกันโดยขณะนี้กำลังผลิตอยู่ ซึ่งวัคซีนล็อตแรกจะมาในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้
นายวิทยา กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเน้น 5ประเด็นหลัก คือ 1.ได้ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ระดับจังหวัดให้มีการประชุมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ให้แต่ละจังหวัด คัดกรองเด็กนักเรียนป่วยและผู้ป่วยทั่วไปทั้งในโรงพยาบาลและสถานประกอบการต่างๆ เช่น โรงงาน เพื่อแยกผู้ป่วยให้หยุดรักษาตัว โดยไม่ถือเป็นวันลาและไม่เสียสิทธิใดๆ 2.เร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ของแต่ละจังหวัด เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน เป็นต้น เพื่อให้ทราบถึงอาการและดูแลตนเองเวลาเจ็บป่วย ตลอดจนรณรงค์ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยอยู่บ้านจนครบ 7 วัน นับจากวันแรกที่มีไข้
3.ในจังหวัดที่มีการระบาดโรคค่อนข้างมากควรเลื่อนการจัดงานมหรสพ หรือกิจกรรมที่มีคนมารวมตัวเป็นจำนวนมากหากไม่เลื่อนควรมีมาตรการป้องกัน 4.ให้มาตรการทางกฎหมายผ่านข้อบัญญัติแต่ละท้องถิ่นในการดูแลความสะอาดที่ต่างๆ เช่น ตลาด โรงเรียน โรงฆ่าสัตว์ ร้านเกมส์ สถานบันเทิง และ 5.เน้นย้ำให้แต่ละจังหวัดประเมินผลการระบาดของโรค โดยวัดจากอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเทียบกับจำนวนประชากรแต่ละจังหวัดเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขรายงานให้กับผู้ว่าราชการในแต่ละจังหวัดอย่างตรงไปตรงมา มิเช่นนั้นอาจทำให้นักวิเคราะห์วิเคราะห์ผลออกมาคลาดเคลื่อน อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศได้ไทย
ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุข ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเร็นซ์ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อกำชับให้ผู้ว่าฯ เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ว่า การประชุมเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข แต่ที่ต้องมาประชุมที่มหาดไทย เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่มีระบบวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ ซึ่งในการนี้ ได้เชิญสาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระดับศูนย์จังหวัด และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมฟังด้วย เหมือนเป็นการแถลงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข
เมื่อถามว่า สถานการณ์การระบาดเป็นไปร่วม 3 เดือน แต่เพิ่งมีการมอบนโยบายระดับประเทศ จะช้าไปหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ก็ทำอยู่แต่ต้น ครั้งนี้เป็นเพียงการย้ำให้ทั่วถึง ทั้งนี้ ยืนยันว่า เรื่องการควบคุมสถานการณ์ หากทำไม่ได้ จะไม่มีการคาดโทษผู้ว่าฯ ตนอยากให้ไปดูตัวเลขผู้เสียชีวิตในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ยังมีผู้เสียชีวิตมากกว่าเรา ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์ ของอังกฤษ ประมาณ 0.5 หรือเสียชีวิตแล้วประมาณ 350 คน ทั้งที่เขามีการดูแลสุขอนามัยดีกว่าเรา แต่ของไทยประมาณ 0.3 การกำชับผู้ว่าฯให้ดูแลสถานการณ์นั้น คงไม่ต้องถึงกับคาดโทษ เพราะโตๆ กันแล้ว รู้ว่าชีวิตประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ห่วงว่าทางจังหวัดจะปกปิดจำนวนผู้ติดเชื้อเพราะเกรงจะถูกคาดโทษ เชื่อว่า ทุกอย่างโปร่งใส และผู้ว่าฯ ต้องตื่นตัวในการลงไปชี้แจงสถานการณ์กับประชาชน
เมื่อถามว่า ทางผู้ว่าฯ ต้องรายงานสถานการณ์ตรงต่อกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เราใช้ศาลากลางจังหวัดของผู้ว่าฯ เป็นวอร์รูม ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด ทั้งนี้เท่าที่ตนประเมินสถานการณ์ ถ้าเทียบเป็นกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อ กราฟคงจะเป็นเส้นตรงแนวราบอีกสักพัก แต่ขึ้นอยู่กับจะมีการกลายพันธุ์หรือไม่
นายชวรัตน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย โจมตีการดูแลสถานการณ์ไข้หวัด 2009 ทำงานไม่เป็น เพราะไม่มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลว่า ความจริง กระทรวงสาธารณสุขก็เป็นผู้ริเริ่มเรื่องคณะกรรมการระดับชาติ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ดูแลปัญหาทำอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ ของเราทำอย่างเต็มที่ ขนาดการผลิตหน้ากากอนามัย ก็ประสานให้กรมพัฒนาชุมชน (พช.) ช่วยผลิตเพิ่มอีกแรงหนึ่ง และองค์การเภสัชกรรมก็เร่งผลิตวัคซีน



