
อภิสิทธิ์เน้นต้องพัฒนาสินค้าเกษตรเป็นจุดแข็งรับโลกาภิวัตน์
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางประเทศไทยในยุคโลกาภิวัตน์" ในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ครั้งที่ 32 เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าแม้สถาบันการเงินของไทยและภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะมีพื้นฐานเข้มแข็ง แต่เมื่อได้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกทั้งการพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐมีปัญหา จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาไปด้วย และบางประเทศมีปัญหาหนักมาก เพราะพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งขณะนี้ประเทศต่างๆ ก็ไม่สามารถป้องกันหยุดการแพร่ระบาดได้
นายกฯ กล่าวว่า การบริหารงานยุคโลกาภิวัตน์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะการหาจุดแข็งที่มีศักยภาพของไทยจากการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร เราจึงไม่ควรมองข้ามบทบาทของเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตนเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกเมื่อฟื้นตัวขึ้น ทุกประเทศจะต้องสนใจเรื่องเกษตรและพลังงาน ประเทศถือเป็นประเทศที่มีผลผลิตเหมาะสมในการสกัดพืชผลต่างๆ เป็นพลังงาน ต้องรู้จักที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ ให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อการเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนโลก และย้ำว่าหากยังมองสินค้าเกษตรอยู่ในกรอบของประเทศ ก็จะทำให้ผิดพลาดต่อเนื่อง การปรับรื้อนโยบายข้าวนั้น มันชัดว่าเราออกแบบโดยไม่ดูราคาตลาดโลก ว่าจะซื้อราคาเท่าใด ทำให้ข้าวไทยเสียขีดความสามารถทางการเเข่งขัน จึงเป็นสาเหตุที่รัฐบาลหยุดระบบจำนำเเละนำระบบประกันราคาสินค้าเกษตรมาใช้
นายกฯ กล่าวว่า การจัดยุทธศาสตร์ภาครวมยุคโลกาภิวัตน์ ในส่วนของประเทศไทยต้องดึงดูดให้นานาประเทศมาร่วมลงทุนมากขึ้น ด้วยการพัฒนาทักษะ และคุณภาพของบุคลากร การพัฒนาภาคบริการ การสร้างระบบเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ รวมถึงต้องเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน ที่สำคัญต้องยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นหลักบริหารจัดการที่อยู่บนความสมเหตุสมผล และยังเป็นภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนในสถานการณ์โลก อีกทั้งยังเกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ด้วย อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะอำนวยความสะดวกเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ต่างประเทศหันมาร่วมลงทุนกับไทย
นายกฯ กล่าวอีก รัฐบาลจะเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือในระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อร่วมมือกันผลิตและจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นเครือข่ายในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่น รวมถึงแผนการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการใช้แนวคิดที่สร้างสรรค์และแนวคิดแบบใหม่ๆ มาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของประเทศ



