ไลฟ์สไตล์

'หมอบุณย์ปากหมา'กับ'ศีลจับยัด'

'หมอบุณย์ปากหมา'กับ'ศีลจับยัด'

26 ก.ย. 2558

“หมอบุณย์ปากหมา” กับ “ศีลจับยัด” : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

 
          ผมเป็นคนโชคดีครับที่ภายใต้ “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง” + “กฎแห่งแรงดึงดูด” (Law of Gravitation + Law of Attraction) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “พลังจักรวาล”  (Cosmic Force) ได้ดึงและนำพาทั้งคนเก่ง คนดีมีศีลธรรมและจริยธรรม เข้ามาสู่ชีวิตผมเสมอๆ เมื่อก่อนนี้นอกจากไม่เชื่อแล้วยังปฏิเสธอีกว่า “พลังจักรวาล” นั้น ไม่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตจริง ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่เป็นแก่นสารที่ต้องใส่ใจ แต่ไปๆ มาๆ ก็ได้รับรู้ถึงอานุภาพของ “พลังจักรวาล” จนได้ครับ อธิบายแบบหยาบที่สุดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุดคือเป็น “พลังธรรมชาติ” ที่ก่อให้เกิด “ธาตุทั้ง 4”  คือ ดิน, น้ำ, ลม และไฟ ที่เป็นธาตุพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการดำรงชีวิต 
 
          ดังนั้น หากจะพูดถึง “พลังจักรวาล” ที่เห็นและสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือ “พลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่งให้ทุกสิ่งอย่างแก่โลก ช่วยเอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต ให้ทั้งอาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรคและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย อันเป็น “ปัจจัย 4” ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนเช่นไรก็จะขาดไม่ได้ และผมเชื่อว่า “พลังจักรวาล” นี้ ได้ก่อให้เกิดทั้ง “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง” + “กฎแห่งแรงดึงดูด” ได้นำพาแพทย์ทางเลือกคือ “หมอบุณยพร ยี่มี” ที่บรรดาสื่อต่างๆ ให้ฉายากับท่านว่า “หมอบุณย์ปากหมา” ให้เดินเข้ามาในชีวิตผมครับ
 
          จริงๆ แล้วฉายา “หมอบุณย์ปากหมา” เป็นฉายาที่ถูกบรรดาสื่อตั้งขึ้นมา เป็นเพราะว่าท่านเป็นคนตรงไปตรงมา คำพูดคำจาออกจะขวานฝ่าซาก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นคนที่ชัดเจนกับความถูกผิด รวมถึงชัดเจนกับอุดมการณ์ในการใช้ชีวิต จึงทำให้ท่านเป็นทั้งนักคิด, นักปฏิบัติที่ดูเหมือนว่าจะทำอะไรนอกกรอบอยู่เสมอๆ (เพราะคิดอะไรมักจะไม่เหมือนกับชาวบ้าน) ก็เป็นธรรมดาครับในสังคมนี้ ถ้าใครมีวิถีคิดและปฏิบัติผิดแผกแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ และไม่ยอมสิโรราบต่อระบบ ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าบางเรื่องไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่คิดที่จะแก้ไขทำให้ “หมอบุณย์” มักจะได้รับการต่อต้านเสมอจากคนบางกลุ่มที่ยังคงยึดติดกับระบบความคิดเก่าๆ เดิมๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังติดอยู่ อาจเป็นเพราะลาภ ยศ สรรเสริญที่เคยได้รับจากความคิดเก่าๆ นั้น ทุกครั้งที่ผมได้เจอกับ “หมอบุณย์” ผมรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มพูนขึ้นมากมายครับ ทำให้ผมได้รู้ว่าผมยังไม่รู้อะไรอีกมากมาย และทำให้ผมยังได้รู้ว่าผมต้องศึกษาหาความรู้อะไรเพิ่มเติมอีกมากมายครับ
 
          “หมอบุณย์ปากหมา” บอกกับผมว่าปัจจุบันระบบการศึกษาเรียนรู้ในบ้านเรานั้นเป็นระบบ “ศีลจับยัด” เปรียบได้กับเวลาเราไปทำบุญที่วัด ก็เป็นประเพณีปฏิบัติที่พระสงฆ์ก็มักจะอาราธนาศีล 5 แล้วบรรดาญาติโยมก็พร้อมกันพนมมือรับศีลอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วถ้วนหน้า เป็นการรับศีลไปตามประเพณีนิยมว่า จะรักษาศีล 5 โดยเคร่งครัด ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่พูดจาโกหก, ไม่ลักทรัพย์, ไม่ดื่มเหล้าเมายา, ไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกเมียใคร พอพระสงฆ์สอนแบบ “ศีลจับยัด” บรรดาญาติโยมก็รับเป็นพิธี เป็นผลให้พอท่านยัดศีลมา 5 ข้อ ในชีวิตจริงก็อาจจะหล่นไป 4 ข้อ เหลือเพียงข้อเดียว หรือจับยัดแล้วก็หล่นไปเสียทั้งหมด 5 ข้อ ไม่เหลืออะไรเลยก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงครับ 
เปรียบเหมือนกับครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือลูกศิษย์ลูกหาในระดับต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นระดับประถม, มัธยม หรือระดับมหาวิทยาลัย ที่ยิ่งสอนแบบ “ศีลจับยัด” ก็จะยิ่งทำให้เด็กฉลาดน้อยลงไปเรื่อยๆ “หมอบุณย์” ได้แนะนำให้กลับมาพิจารณากันที่ “รากเหง้า” ของ “ปัญหา” ว่าจะแก้ไขปัญหาของการศึกษาแบบ “จับยัด” ได้อย่างไร ที่ทำให้สภาพสังคมไทยในปัจจุบันยิ่งเรียนมากเท่าไรก็ยิ่งรู้น้อยลงไปมากเท่านั้น
 
          “หมอบุณย์ปากหมา” มีความเห็นตรงกันกับผมว่า เรื่อง “ภาชนะ” ที่จะรองรับ “ศีล” ที่ถูก “จับยัด” มานั้นเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด คนที่จะสอนจำเป็นที่จะต้องเตรียมให้คนที่จะเรียนมี “ภาชนะ” ที่พร้อมก่อนที่จะรับความรู้ที่ถูกถ่ายทอดออกมา มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นคนประเภท “น้ำเต็มแก้ว” ที่พอเติมน้ำลงไปก็ล้นแก้วออกมาทุกทีหรือแย่ยิ่งไปกว่านั้นคือประเภท “แก้วคว่ำ” นอกจากในแก้วไม่มีน้ำเหลืออยู่แล้วยังไม่สามารถจะรองรับอะไรใหม่ๆ ได้ เปรียบเหมือนว่าเป็น “ศีลจับยัด” ต่อให้อาราธนาศีลกี่ร้อยกี่พันจบ ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ต่อให้สอนไปจน “ปากฉีกถึงใบหู” ก็ไม่มีผลแต่อย่างใด เพราะไม่มีพื้นที่หรือ “ภาชนะ”  ที่สามารถรองรับความรู้ใหม่ๆ ได้
 
          “หมอบุณย์ปากหมา” บอกกับผมว่าต้องเอา “ความจริงมาอยู่กับความจริง” เพราะในปัจจุบันในกระบวนการศึกษาเรียนรู้เรามักจะเอา “ความเท็จมาอยู่กับความจริง” เสมอ เป็นผลให้ในปัจจุบันการศึกษาเรียนรู้ในบ้านเราส่วนใหญ่ “คนที่สอนก็ไม่รู้จริง คนที่รู้จริงก็ไม่สอน” อีกทั้งคนเรียนก็เป็นคนประเภท “น้ำเต็มแก้ว” หรือ “แก้วคว่ำ” ทำให้ไม่มี “ภาชนะ” พร้อมที่จะรับความรู้ จึงเป็นสถานการณ์ที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้สถานการณ์ “ศีลจับยัด” เช่นนี้ครับ
 
          สาระน่ารู้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง “หมอบุณย์ปากหมา” หรือ หมอบุณยพร ยี่มี กับ “อ.เชี่ยว ชอบช่วย” หรือ ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ ยังมีภาคต่อครับ “หมอทางเลือก” ท่านนี้ถือว่าเป็นระดับต้นๆ ของประเทศ และท่านยังได้ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับโลก ในฐานะนักประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ จนได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากสถาบัน “WIPO” ของ “องค์การสหประชาชาติ” ในทัศนคติของผมแล้วข้อคิดของท่านหลายข้อล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ หากสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ อย่าพลาดนะครับในอีกสองสัปดาห์หน้ามาติดตามข้อคิดของ “หมอบุณย์ปากหมา” กันต่อครับ
 
........................................
(หมายเหตุ “หมอบุณย์ปากหมา” กับ “ศีลจับยัด” : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล )