
ยึดมั่นชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป สูตรสำเร็จ "สายแจ้ง รื่นกลิ่น"
ครั้งหนึ่งของ "สายแจ้ง รื่นกลิ่น" นายกสหพันธ์คนพิการในประเทศไทย เมื่อครั้งที่เป็นเด็กชายวิ่งเล่นกลางทุ่งนาโคกสะอาด อ.ปราสาท จ.สุริทร์ เขาเป็นคนที่มีนัยน์ตาสดใส มองเห็นทุกอย่างเหมือนคนทั่วไป แต่ดูเหมือนว่าเขาถูกฟ้าลิขิตให้เป็นผู้นำและแบบอย่างของคนพิการทางส
"ผมเป็นลูกชาวนาจนๆ เรียนหนังสือจบ ป.4 ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทำไร่ ช่วงว่างรับจ้างทั่วไปได้ค่าแรงวันละ 25 บาท บางครั้งไปตัดอ้อยที่ จ.สุพรรณบุรี ตอนนั้นผมอายุ 15 ปี รับจ้างขุดดินทำสระ เพื่อนโยนกิ่งไม้พลาดเข้าไปแทงลูกตาข้างขวาบอดสนิท แต่ชีวิตก็รับจ้างเหมือนเดิม" สายแจ้ง ย้อนอดีต
ดูเหมือนว่ากรรมของสายแจ้งยังไม่หมด ขณะที่เขาอายุ 17 ปี ไปซ้อมมวยกับเพื่อน ถูกเพื่อนชกตาซ้ายจนอักเสบ และบอดสนิทเป็นข้างที่สอง จากนั้นก็อยู่กับบ้านเฉยๆ ถึง 6 เดือน จึงคิดว่าคงอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
"คุณลุงคนหนึ่งพิการ เป็นภาระของพี่น้อง ที่ต้องโยกย้ายให้บ้านโน้นบ้านนี้เลี้ยงดู ถ้าผมอยู่ต้องเป็นภาระของคนอื่น กว่าผมจะตายคงจะหมดข้าวสารหลายกระสอบ จึงตัดสินใจขอข้าวสารจากญาติ 3 กระสอบ เพื่อเป็นค่ารถไปกรุงเทพฯ เพราะมีหน่วยงานสอนอาชีพให้คนตาบอด" สายแจ้งกล่าว
สายแจ้ง เริ่มชีวิตใหม่ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอดปากเกร็ด ได้เรียนรู้อาชีพการสานไม้ไผ่ เรียนอักษรเบรลล์ ได้ 1 ปี บาทหลวงที่ดูแลศูนย์ส่งไปอยู่ที่สุราษฎร์ธานี เพื่อฝึกทำสวนกาแฟ อยู่ได้ 2 ปี จึงคิดว่าไม่ใช่อาชีพของเขา จึงย้อนกลับสู่เมืองกรุงอีกครั้งมาขายสลากกินแบ่งรัฐบาล มีรายได้เดือนละ 3,000 บาท ขายได้ 1 ปี ชีวิตเข้าสู่วงการสังคม โดยเพื่อนชวนให้ช่วยงานที่ชมรมคนตาบอดชาวอีสาน ทำหน้าที่ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ เลื่อนเป็นเหรัญญิก จนปี 2530 ชมรมถูกยกฐานะเป็นสมาคมคนตาบอดชาวอีสาน และในปี 2541-2542 ได้เป็นนายกสมาคม
หลังจากนั้นได้เข้าไปคลุกคลีอยู่ที่สมาคมสหพันธ์คนตาบอดและคนพิการ เพื่อสร้างงาน สร้างจนได้เป็นนายกสมาคม และระหว่างนั้นมีการต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล จนได้มา 19% จากทั้งหมด 4.6 แสนเล่ม เพื่อให้คนพิการมีอาชีพจนทุกวันนี้
ล่าสุดเมื่อปี 2551 ได้ก่อตั้งสมาคมสหพันธ์คนพิการในประเทศไทย โดยเขาเป็นนายกสมาคม งานต่อไปที่จะต้องดำเนินการคือกำลังหารายได้เพื่อเป็นกองทุนการศึกษา และสร้างอาชีพให้คนพิการทุกประเภท โดยการจัดผ้าป่าสมัคคีที่วัดทองศาลางาม ถนนเพชรเกษม 22 เขตภาษีเจริญ วันที่ 9 พฤศจิกายนนี้
"ดลมนัส กาเจ"



