ไลฟ์สไตล์

‘ฉัตรชัย’ยัน‘ปีแห่งการลดต้นทุน’ต้องเกิด

‘ฉัตรชัย’ยัน‘ปีแห่งการลดต้นทุน’ต้องเกิด

22 ก.ย. 2558

คำมั่น‘พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ’ เวลาที่เหลืออยู่‘ปีแห่งการลดต้นทุน’ต้องเกิดขึ้น : ดลมนัส กาเจรายงาน

            การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เข้ามาในรัฐนาวา “ประยุทธ์ 2” ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ในการวัดฝีมือนายทหารจากรั้วกองทัพบก ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกว่า จะมีความสามารถเพียงใดในการเข้ามากุมบังเหียนกระทรวงระดับเกรดเอ ที่ว่ากันว่า “เขี้ยวรากดิน”

            “คม ชัด ลึก”  ไม่ขอพลาดที่เข้าไปพูดคุยกับ พล.อ.ฉัตรชัย ถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดย พล.อ.ฉัตรชัยได้พูดถึงแนวทางการดำเนินนโยบายในการพัฒนากระทรวงเกษตรฯ ให้เข้ารูปเข้ารอยอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเด็นที่น่าสนใจของการพูดคุยในวันนี้คือ การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2559 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประกาศ “เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร”  ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่นำนโยบายรัฐสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

            “ผมไม่เคยมีความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้ ซึ่งหลังจากพ้นจากตำแหน่งคงต้องทำบุญ 7 วัด การเข้ามาเป็นรัฐมนตรีถือว่าเหนื่อยมาก ยอมรับว่าเป็นทหารยังไม่เหนื่อยเท่านี้ ทุกวันนี้ผมกินเงินเดือนของข้าราชการประจำในฐานะรองผู้บัญชาการทหารบก โดยเหลืออายุราชการไม่ถึง 10 วัน ไม่ได้รับเงินเดือนรัฐมนตรีนะ ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงพาณิชย์มากว่า 1 ปีแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเกษียณแล้ว แต่เมื่อเข้ามาต้องทำให้ดีที่สุด เรามีเวลาจำกัดตามโรดแม็พที่วางไว้ ผมจึงได้กำหนดนโยบายที่ทำได้ทันที โดยให้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ทำทุกเรื่องแต่ไม่เห็นผล นโยบายแรกที่ได้มอบไว้เมื่อครั้งมารับตำแหน่งคือ กำหนดให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

            ทั้งนี้เรื่องเนื้อหาหลักๆ “ปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร" นั้น จะต้องครอบคุมใน 4 ด้าน คือ 1.ต้องลดปัจจัยการผลิต นับตั้งแต่การวิเคราะห์ดิน ดูความสมบูรณ์ของธาตุอาหารที่พืชแต่ละชนิดต้องการ เพื่อใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็นเท่านั้น โดยจะเน้นให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และมาใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรทำเอง หรือซื้อจากสถาบันเกษตรกรที่มีราคาถูกกว่า นอกจากนี้ยังต้องลดสารเคมีฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืช แต่จะเน้นใช้เมล็ดพันธุ์ให้พอดีกับพื้นที่และเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ

            2.คือต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขี้น ด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ที่มีการพัฒนาใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น 3.ต้องเน้นเรื่องการบริหารจัดการ ด้วยระบบการเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโซนนิ่งที่จะเป็นการรวมแปลงเกษตรกรที่ทำการเกษตรชนิดเดียวกัน โดยใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรรวมกัน ทรัพยากรร่วมกัน และยังมีอำนาจการต่อรองได้อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นแม่งานทำหน้าที่จัดอบรมเพื่อเข้าสู่จุดเป้าที่วางไว้

            สุดท้ายคือ 4.การตลาด ซึ่งเป็นอีกส่วนที่สำคัญมาก เกษตรกรต้องผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด ไม่ใช่ปลูกตามกันไป เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เกษตรกรเราปลูกเป็น ผลิตเป็น แต่ไม่มีตลาดที่จะขาย ฉะนั้นต้องศึกษาว่า ตลาดต้องการอะไร โดยเฉพาะในปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น ฉะนั้นเราต้องผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะเน้นไปที่การผลิตอาหารที่เกี่ยวกับการโภชนาการ นั่นหมายถึง ต้องผลิตสินค้าที่เกรดดี เพราะหลังจากประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กรอบประชาเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปีนี้ จะทำให้ตลาดกว้างขึ้น แต่กลุ่มประเทศในเออีซีต่างมีสินค้าเกษตรเหมือนกัน ดังนั้นหนทางที่เอาชนะคู่แข่งในสินค้าเกษตร โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า จะต้องเน้นในเรื่องคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องเห็นผลชัดเจนภายใน 3 ปีให้ได้ แต่ต้องติดตามผลทุกๆ 3 เดือน 6 เดือนว่าเกิดผลอย่างไรบ้าง

            พล.อ.ฉัตรชัยบอกถึงนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้โดยตรงว่า ประเด็นหนึ่งที่จะผลักดันให้เป็นนโยบายตั้งแต่สมัยที่ยึดอำนาจการปกครองใหม่ๆ โดยตอนนั้น คสช.มอบหมายให้ดูแล 4 กระทรวงเศรษฐกิจ รวมถึงกระทรวงเกษตรฯ ด้วย จึงได้กำหนดให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณารูปแบบแหล่งองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร จะใช้ชื่ออะไรก็ได้ ในวันนี้เริ่มเห็นการขับเคลื่อนแล้ว โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเกษตร 882 ศูนย์ทั่วประเทศ เป็นกลไกระดับอำเภอ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงาน และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างจริงจัง

            "กระทรวงเกษตรฯ มีคนเก่งๆ มีดอกเตอร์เยอะมาก แต่ปัญหาคือ ขาดการบูรณาการ การทำงานอยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ สหกรณ์จังหวัดก็มี เกษตรจังหวัดก็มี ปศุสัตว์จังหวัดก็มี ประมงจังหวัดก็มี เยอะแยะไปหมด แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ถูกครอบงำด้วยระบบการเมือง ผมเป็นข้าราชการไม่ใช่นักการเมือง ผมต้องทำงานแบบราชการ ไม่ต้องห่วงฐานเสียง ดังนั้นต้องทำให้เกิดการบูรณาการเชื่อมโยงกันให้ได้ เมื่อเป็นผลสำเร็จเชื่อว่า ภาคเกษตรจะดีขึ้นมาก”

            นอกจากนี้ยังมีอีกนโยบายสำคัญนอกเหนือไปจากปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดย พล.อ.ฉัตรชัยบอกว่า กำลังจะผลักดันให้เป็นรูปธรรมคือ การพัฒนาเกษตรกร โดยมี 2 แนวทางที่คิดว่าจะดำเนินการ แต่จะเป็นในบางพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยคือ เกษตรอินทรีย์ แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายนัก แต่ต้องทำเพื่อจะยกระดับภาคเกษตร และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร อีกแนวทางหนึ่งคือ เกษตรทฤษฎีใหม่ คือต้องทำให้เกษตรกรยืนบนขาตัวเองได้ ถ้าทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ เศรษฐกิจในชุมชนจะดีขึ้น ประเทศจะดีไปด้วย

            “นโยบายทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการในเชิงรุก ผมจะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมให้ได้ ส่วนในเรื่องปัญหาสินค้าเกษตรต่างๆ ที่ผ่านมา ภาษาทหารต้องเรียกว่า ตั้งรับ ไม่ว่าจะข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน แต่ละสินค้าต้องมีผู้รับผิดชอบชัดเจน หรือเรียกว่า มิสเตอร์ ขณะเดียวกันรัฐต้องสร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นั่นคือเกษตรกรในแต่ละชนิดสินค้า ไม่ใช่รัฐจะเป็นผู้วางมาตรการเพียงฝ่ายเดียว”

            ส่วนกรณีปัญหาราคายางพาราที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่หลายคนมองว่าควรนำมาเป็นส่วนผสมในการทำถนนลาดยาง พล.อ.ฉัตรชัยมองว่า การใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้นยังไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่แท้จริง เพราะจากการไปเจรจากับประเทศต่างๆ สมัยอยู่กระทรวงพาณิชย์พบว่า หลายประเทศโดยเฉพาะจีนสนใจยางพาราของไทย แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้ยางขายไม่ออก หรือขายไม่ได้ราคา จากนี้จะใช้ประสบการณ์จากที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาประกอบใช้กับการทำงาน คือ ต่อไปจะต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างการผลิตและการตลาดให้ไปด้วยกันได้ ไม่ใช่ขัดแย้งกันเอง ต่างคนต่างว่ากันไปกันเหมือนที่ผ่านมา

            สุดท้าย พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า “ระยะเวลาทำงานที่เหลืออีก 1 ปีกว่าตามโรดแม็พประเทศ ผมจะขอทำงานให้เกิดเป็นรูปธรรมตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้!”