
อ้อยอินทรีย์เพิ่มทางเลือกเกษตรกรป้อนโรงงานน้ำตาลคนรักสุขภาพ
อ้อยอินทรีย์เพิ่มทางเลือกเกษตรกรป้อนโรงงานน้ำตาลคนรักสุขภาพ : ดลมนัส กาเจ
ท่ามกลางผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจในเรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารการกินที่มีความปลอดสารพิษ ทำให้ “กลุ่มวังขยาย” สบช่องหันมาส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกอ้อยอินทรีย์ในรูปแบบของเกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เพื่อผลิตน้ำตาลออร์แกนิกเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทยมาตั้งปี 2549 จนสามารถผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิกจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศได้ในปี 2554 แต่เวลาผ่านไป 10 ปี การผลิตน้ำตาลออร์แกนิกได้เพียง 4% จากทั้งหมดการผลิตน้ำตาลทั้งหมดของกลุ่มวังขนายในปัจจุบัน กระนั้นกลุ่มวังขนายต้งเป้าไว้ว่าอีก 3-5 ปีข้างจะสามารถขยับขึ้นมาเป็น 30% จากเป้าที่ตั้งไว้ว่าต้องให้ได้ 100% ในอนาคต
หากดูตัวเลขประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยมากถึง 100 ล้านตันอ้อยต่อปี สามารถแปรรูปเป็นน้ำตาลได้ประมาณ 10 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.9 แสนล้านบาท ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศบราซิล แต่สำหรับน้ำตาลออร์แกนิกไทยส่งออกเป็นอัน 3 ของโลกรองจากบราซิลและปารากวัย เนื่องจากในประเทศไทยผลิตน้ำตาลออร์แกนิกเพียงรายเดียวเท่านั้นคือกลุ่มวังขนายนั่นเอง
“ที่จริงกลุ่มวังขนายประกาศนโยบายการผลิตอ้อยอินทรีย์และน้ำตาลออร์แกนิกมาตั้งแต่ปี 2547 แต่เริ่มดำเนินการส่งเสริมและให้การสนับสนุนเกษตรกรปลูกอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์เมื่อปี 2549 จนเราสามารถผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิกจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศเมื่อปี 2554 โดยเกษตรกรที่ร่วมโครงการจะได้ราคาเพิ่มตันละ 50 บาทและสามารถลดต้นทุนได้จากเดิมไร่ละ 4,700 บาท เหลือ 3,900 บาทย” ดร.ณรงค์ ชินบุตร ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมกลุ่มวังขนาย กล่าวระหว่างไปเยี่ยมแปลงเกษตรกรที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ที่ จ.ลพบุรี
ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยหันมาปลูกอ้อยอินทรีย์ ดร.ณรงค์ ยืนยันว่า เป็นไปตามตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ หรือไอโฟม (IFOAM: International Federation of Organic Agriculture Movement) และจัดตั้งระบบควบคุมภายในที่เรียกว่าไอซีเอส (Internal Control System : ICS) เพื่อติดตามตรวจรับรองแปลงอ้อยอินทรีย์และเป็นที่ฝึกอบรมนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมอ้อยให้มีความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ระบบและมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
จากนั้นมีการรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ เน้นการฝึกอบรมให้ความรู้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์ การทำปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เองโดยกลุ่มวังขนายได้รับการสนับสนุนในการฝึกอบรมจากหน่วยงานของรัฐ อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนจะทำการคัดเลือกแปลงเกษตรกรตามหลักการของเกษตรอินทรีย์ เก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงดินก่อนปลูกอ้อย จึงทำให้น้ำตาลออร์แกนิกของกลุ่มมิตรวังขนาย ได้รับการรับรองมาตรฐานของตลาดร่วมกลุ่มประเทศยุโรป (EEC 483/2007) มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา ( USDA-NOP) และมาตรฐานประเทศญี่ปุ่น (Japan Agriculture Standard; JAS )
ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกอ้อยอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองจำนวนกว่า 800 ราย ปลูกอ้อยในพื้นที่กว่า 3 หมื่นไร่ ผลิตน้ำตาลออร์แกนิกได้กว่า 1.5 หมื่นตัน จำหน่ายในประเทศไทย 6,000-7,000 ตัน ที่เหลือส่งออกไปยังฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และจีน แต่เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น กลุ่มวังขนายเดินหน้าส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์มากขึ้น ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะเพิ่มปริมาณอ้อยอินทรีย์ให้ได้ถึง 30% ของปริมาณอ้อยทั้งหมดของกลุ่มวังขนาย แต่เป้าหมายจริงๆ ต้องการให้ผลิตได้ 100% ในอนาคต
เพียว จันทร์เพ็ง ชาวไร่อ้อย ต.หนองยายโต๊ะ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เกษตรกรที่หันมาปลูกอ้อยอินทรีย์แบบจริงจัง กล่าวว่า เริ่มเข้าโครงการมาตั้งแต่ปี 2553 เริ่มต้น 7 ไร่ก่อน และขยายเป็น 32 ไร่ จากพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 180 ไร่ เนื่องจากเห็นถึงราคาที่ได้เพิ่มขึ้นและได้ของแถมคือสุขภาพที่ดีขึ้นตามมา หลังจากที่เลิกใช้สารเคมีในการปลูกอ้อยมา 14 ปีแล้ว พบว่าในแต่ละปีใช้เงินลงทุนกว่า 2-3 แสนบาท พอนานเข้าสภาพของดินกลายเป็นดินแข็ง สุขภาพของตัวเองก็ไม่ค่อยดี
หลังจากมีเจ้าหน้าที่จากโครงการอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวังขนายมาแนะนำให้รู้จักการทำเกษตรอินทรีย์จึงร่วมโครงการโดยปลูกอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 และ แอลเค 11 ปีแรกเก็บเกี่ยวได้ 12 ตันต่อไร่ เท่ากับอ้อยทั่วไป พอปีที่ 2 ได้ 14 ตันต่อไร่ ค่าความหวาน (ซีซีเอส) เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนลดลงมาก ทั้งในเรื่องของค่าปุ๋ยเคมีที่เคยใช้ 1 กระสอบต่อไร่ ในราคา 700 บาท พอเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากโรงงาน 1 กระสอบ ราคาเพียง 200 บาท รวมถึงค่ายากำจัดวัชพืช ยาค่าแปลง ปีนี้จึงขยายพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 32 ไร่ เพราะเห็นชัดเจนว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 25%
“เราลองปลูกแบบอินทรีย์ไม่นาน ที่เห็นชัดคือดินที่แข็งกลับร่วนซุย มีไส้เดือน มีกิ้งกือ และแมลงที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก สุขภาพก็ดีขึ้น ตอนนี้เดินเข้าแปลงสามารถเดินเท้าเปล่าได้สบายใจ ไม่มีสารเคมีตกค้าง ดินมีความสมบูรณ์ดี อยากแนะนำให้เพื่อนบ้านทำตามบ้าง” เพียว กล่าว
ขณะที่ เถลิงศักดิ์ ชูเมือง เกษตรกรรุ่นใหม่แห่ง ต.สักจำปา อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี บอกว่ามีที่ทำกินกว่า 50 ไร่ สมัยคุณพ่อใช้พื้นที่ปลูกถั่วเขียว ปลูกฝ้าย ต่อมาปลูกข้าวโพด พอถึงรุ่นเราจึงหันมาปลูกอ้อย พอทราบว่ากลุ่มวังขนายส่งเสริมให้ปลูกอ้อยอินทรีย์จึงสมัครเข้าร่วมโครงการระหว่างร่องปลูกถั่วเขียวเพื่อเพิ่มแร่ธาตุให้ดินพบว่าผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นและสภาพดินดีขึ้นด้วย
“เมื่อก่อนเกษตรกรทำไร่ทำนาตามมีตามเกิด ไม่ค่อยใส่ใจวิธีการ แต่ปัจจุบันมีโอกาสเข้าอบรมเรื่องการปลูกพืชบำรุงดินและได้วิธีการดีๆ ใหม่ๆ มาลองทำเสมอ อย่างปลูกถั่วเขียวลงในแปลงอ้อยก็ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดิน ช่วยให้ดินโปร่ง ฟู กักเก็บน้ำได้ดี เพราะถั่วจะมีไนโตรเจนทำให้อ้อยมีสีเขียวมากขึ้น ช่วยเก็บความชื้นของดินและคลุมวัชพืชได้ด้วย" เถลิง กล่าว
การปลูกอ้อยอินทรีย์นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกรในยุคที่คนหันมาสนใจในเรื่องของสุขภาพ เพราะที่ได้มานอกจากจะลดต้นทุน มีรายได้เพิ่มแล้ว ยังทำให้ส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ขณะที่บริษัทผู้ซื้อยินดีรับทั้งหมดอีกด้วย



