ไลฟ์สไตล์

ยาคุมกำเนิดกับเรื่องของผิวพรรณ

ยาคุมกำเนิดกับเรื่องของผิวพรรณ

21 ก.ย. 2558

ยาคุมกำเนิดกับเรื่องของผิวพรรณ : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ

 
          สาวๆ สมัยนี้ต่างก็อยากมีผิวขาวใส ไร้สิว ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการดูแลที่แตกต่างกัน แต่เคยได้ยินเรื่องของการกินยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันสิวไหม วิธีนี้จะช่วยได้จริงหรือไม่ แล้วปัญหาเรื่องผลข้างเคียงมีไหมประเด็นนี้เป็นกระแสฮอตฮิตที่มาแรงในหมู่ผู้หญิงแท้ ผู้หญิงเทียม ที่ต่างก็ยกขบวนแห่ซื้อ “ยาคุมกำเนิด” มากินกัน หวังผลพลอยได้ที่จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งไร้สิว หน้าใส ใบหน้าดูดีเกลี้ยงเกลา
 
          จากคำบอกเล่าของสาวๆ ที่กินยาคุมกำเนิด เพื่อหวังผลเรื่องผิวพรรณ หน้าตาเปล่งปลั่งนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากความแน่ใจ แต่เพราะเชื่อจากคำบอกเล่าจากเพื่อนๆ หรือได้รับคำแนะนำจากร้านค้าหรือศึกษาด้วยตนเองจากเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้เกิดข้อสงสัยในหลายๆ ประเด็น ซึ่งยาคุมกำเนิดในปัจจุบันมีหลายประเภท ซึ่งเป็นยาคุมที่นิยมใช้กันมากที่สุดอีกประเภทหนึ่ง คือ ยาคุมกำเนิดเลียนแบบธรรมชาติ (sequential pills) ยาชุดหนึ่ง 15-16 เม็ดแรก ประกอบด้วยเอสโตรเจนอย่างเดียว ส่วน 4-5 เม็ดหลังจะมีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ทั้งนี้เพื่อเลียนแบบธรรมชาติแต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช้ยาคุมกำเนิดเลียนแบบธรรมชาติแล้ว เนื่องจากเกิดอาการข้างเคียงมาก และประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แน่นอน
 
          ส่วน Mini pills ยาทุกเม็ดประกอบด้วยโปรเจสเตอโรนอย่างเดียวในขนาดน้อยมากส่วนใหญ่ใช้รักษาความผิดปกติของประจำเดือน หรือรับประทานเวลาต้องการเลื่อนประจำเดือน และ Postcoital or morning after pills เป็นยาคุมกำเนิดชั่วคราวที่ใช้ระยะสั้น หลังจากมีเพศสัมพันธ์และกันไม่ให้ตั้งครรภ์ ชนิดนี้มีฮอร์โมนสูง ไม่ควรใช้บ่อยใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เนื่องจากยาคุมมีหลายอย่างเพราะฉะนั้นจะบอกว่ายาคุมทุกชนิดทำให้ผิวพรรณดีขึ้นก็ไม่ถูกต้องหากฮอร์โมนเอสโตรเจนเยอะ แน่นอนจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งแต่ในขณะเดียวกันอาจจะทำให้เกิดฝ้า และมะเร็งเต้านมได้
 
          การใช้เอสโตรเจนเดี่ยวๆ ก็มีผลทำให้ผนังมดลูกหนาตัวมากไปทำให้โอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งทางระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น ส่วนโปรเจสเตอโรน เป็นตัวที่เป็นแอนตี้แอนโตรเจน ตัวนี้กินเข้าไปจะเกิดการคั่งของน้ำ บวมน้ำ สังเกตว่าเวลามีประจำเดือน จะรู้สึกว่าตัวเราเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล หน้าอกใหญ่ขึ้น สะโพกผาย เพราะว่าน้ำคั่งขึ้นมานั่นเอง ฉะนั้นจะพูดว่า กินยาคุมแล้วผิวเปล่งปลั่งก็ไม่ได้ หรือจะบอกว่ากินยาคุมแล้วรักษาสิวก็ไม่ได้ กินยาคุมแล้วจะเกิดฝ้าก็ไม่ใช่ หรือกินยาคุมแล้วอ้วนก็ไม่ถูก อันนี้แล้วแต่ชนิดของยาคุมด้วย ซึ่งยาคุมกำเนิดบางชนิดตอบสนองได้ดีกับสิวที่เกิดจากฮอร์โมน
 
          "เราต้องสังเกตด้วยว่าคนไข้มีสิวเกิดจากอะไรเกิดจากฮอร์โมนหรือไม่ เพราะการเกิดสิว มีสาเหตุหลายอย่าง เช่น เกิดจากต่อมไขมันทำงานเยอะเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจนมากระตุ้นและมีการอุดตันที่ผิวหนัง แบคทีเรีย P.acne เพิ่มจำนวน เข้าไปทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเราจะสังเกตว่าคนไข้มีสิวจากฮอร์โมนหรือไม่นั้น ข้อสังเกตคือ สิวมักจะเห่อทุกรอบเดือนช่วงประจำเดือนมาจะมีสิวมากพอประจำเดือนหมดสิวก็ยุบพอประจำเดือนมาสิวก็เยอะอีกสิวพวกนี้จะตอบสนองจากฮอร์โมนค่อนข้างดี” หรือผู้ที่มีลักษณะของฮอร์โมนเพศชายเยอะ มีหนวด ขนยาว สิวรักษาไม่ค่อยตอบสนองกับการรักษาทั่วไป ประจำเดือนไม่ปกติ อาจจะเป็นถุงน้ำในรังไข่ Polycytic ovarian syndrome (PCOS) กลุ่มนี้ก็ตอบสนองต่อยาคุมดี
 
          ยาคุมกำเนิดเป็นข้อบ่งชี้ที่ทำมาเพื่อคุมกำเนิด แต่ผลข้างเคียงที่มีประโยชน์คือ ช่วยรักษาสิว ลดอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนกินได้ กลุ่มคนที่ไม่ควรยุ่งกับยาคุมกำเนิดเลยคือ คนที่มีโรคประจำตัวประเภทโรคเลือด ที่มีการแข็งตัวผิดปกติ คนที่เป็นไมเกรนแบบมากๆ โรคตับ โรคไต มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก คนที่ตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นไม่ควรเสี่ยงซื้อยาคุมกำเนิดกินเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
 
          แพทย์จะพิจารณาใช้ยาคุมกำเนิดรักษาสิว ในรายที่มีลักษณะคล้ายผู้ชาย มีขน หนวด ประจำเดือนเยอะ เราอาจจะพิจารณาใช้ยาคุมกำเนิดรักษา แต่ไม่ได้เป็นยาอันดับแรกที่หมอจะเลือก ซึ่งจะพิจารณาในรายที่เขาอยากจะคุมกำเนิดอยู่แล้ว และลักษณะเพศชายเยอะ มีสิวขึ้นทุกรอบเดือน ใช้ยาทา และกินยาปฏิชีวนะก็ไม่ดีขึ้น ถึงจะให้กินยาคุมกำเนิด แต่การกินยาคุมนั้นจะไม่เห็นผลว่าสิวยุบในเดือนแรก ต้องเริ่มกินไปสัก 2-3 เดือน จะเห็นว่าสิวเริ่มลดลง ผิวดีขึ้น เพราะต่อมไขมันจะค่อยๆ ทำงานน้อยลง ดังนั้นหน้าจะมันน้อยลงด้วยแต่ไม่ใช่จะมีอาการหน้าแห้งเหมือนกินโรแอคคิวเทน (Roaccutane) หรือกรดวิตามินเอ ซึ่งจะไปลดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้การอุดตันลดลงและการอักเสบลดลงด้วย โดยไม่ได้ไปปรับฮอร์โมน แต่มีข้อเสียที่น่ากลัวคือถ้ากินแล้วหากเกิดการตั้งครรภ์โอกาสที่เด็กจะพิการมีค่อนข้างสูง หากกินอยู่และอยากจะตั้งครรภ์ต้องหยุดกินอย่างน้อย 1 เดือน และยังมีผลข้างเคียงต่อระบบต่างๆ ในร่างกายด้วย จึงจัดอยู่ในพวกยาอันตรายต้องจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น
 
          ยาคุมกำเนิดมีผลข้างเคียงได้ และผลข้างเคียงที่พบบ่อยได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะแบบไมเกรน ยาคุมกำเนิดบางชนิดทำให้สิวเห่อขึ้นได้ บางชนิดเป็นฝ้า บางคนกินแล้วประจำเดือนมากะปริดกะปรอย โดยเฉพาะที่ผู้ที่กินยาไม่ครบบางคนกินยาคุมแล้วมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ได้แก่ เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวลมากขึ้น เป็นผลมาจากโปรเจสโตเจนสูง อาการข้างเคียงที่รุนแรงแต่พบไม่บ่อยคือเส้นเลือดอุดตัน Deep vein thrombosis และมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ได้กินยาคุมกำเนิด
 
          นอกจากนี้ยาคุมกำเนิดยังมีผลต่อยาหลายๆ ตัว เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาละลายลิ่มเลือด และยาหลายตัวก็มีผลต่อยาคุมกำเนิดเช่นกัน คือทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลงสรุปว่ายาคุมกำเนิดบางประเภทลดสิวได้จริง แต่กินมากไปก็ไม่ดี ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์
ประธานประชาสัมพันธ์
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
 
.......................................
(หมายเหตุ ยาคุมกำเนิดกับเรื่องของผิวพรรณ : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ )