ไลฟ์สไตล์

คารวาลัย‘ประภัสสร’นักเขียนนักการทูตสร้างงานสัมพันธ์เออีซี

คารวาลัย‘ประภัสสร’นักเขียนนักการทูตสร้างงานสัมพันธ์เออีซี

19 ก.ย. 2558

คารวาลัย‘ประภัสสร เสวิกุล’ นักเขียนนักการทูต:ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมสัมพันธ์อาเซียน : อิสรีอิน

            วงวรรณกรรมสุดเศร้าเมื่อ ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนนักการทูต ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ 2554 อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการวรรณกรรมไทยหลายยุคสมัย ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558 ด้วยวัย 67 ปี

            ประภัสสร เสวิกุล เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2491 ที่กรุงเทพฯ เริ่มเขียนบทกวีตั้งแต่อายุ 14 ปี และเขียนเรื่องสั้นตอนอายุ 22 ปี ส่วนนวนิยายเริ่มต้นตอนอายุ 34 ปี ซึ่งดูเหมือนจะเริ่มต้นช้า เนื่องจากรับราชการด้านการทูต แต่ท้ายสุดกลับโด่งดังด้วยนวนิยายและผลงานของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง โดดเด่นที่สุด ได้แก่ “เวลาในขวดแก้ว” นอกจากนี้ยังได้แปลเป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นอีกด้วย

            นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่ครองใจนักอ่านอีกมากมาย อาทิ อำนาจ, ชี้ค, ขอหมอนใบนั้น...ที่เธอฝันยามหนุน, ลอดลายมังกร เป็นต้น จนถึงปัจจุบันมีผลงานด้านกวีกว่า 200 บท, เรื่องสั้นกว่า 150 เรื่อง และนวนิยายกว่า 55 เรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะประจำการ ณ ประเทศใดในฐานะนักการทูต มักจะสร้างสรรค์ผลงานเสมอ ดังเช่นครั้งที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการ สถานเอกอัครราชทูต ณ นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ก็ได้เขียนเรื่องสั้น “อีกวันหนึ่งของตรัน” ออกมาด้วย และได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นรางวัลอนุสรณ์ ว. ณ ประมวญมารค และรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ก่อนเกษียณอายุราชการงานการทูตด้วยตำแหน่ง อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี โดยทำงานวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง

            ตลอดระยะเวลา 50 กว่าปีบนถนนสายนักเขียน นอกจากสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์และบทความต่างๆ แล้ว ยังได้สร้างคุณูปการด้านการเชิดชูเกียติแด่วงการน้ำหมึกหลากล้นทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

            ในสมัยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นเวลา 4 ปี รวม 2 วาระ (2554-2548) นั้น ได้ริเริ่มดำเนินการหาทุนก่อสร้างอาคารที่ทำการสมาคมนักเขียนฯ จนสำเร็จ กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้นายกสมาคมลำดับถัดมาได้ดำเนินการต่อกระทั่งเป็น “บ้านนักเขียน” ในปัจจุบัน

            อีกทั้งได้ริเริ่ม “รางวัลวรรณกรรม” ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ หลายรางวัล ไม่ว่า รางวัลพานแว่นฟ้า (วรรณกรรม-กวีการเมือง) กับ รัฐสภา เพื่อส่งเสริมการปกครองในระบบประชาธิปไตยของไทย, รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด กับ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และรางวัลนักเขียนอมตะ ที่เรียกขานกันว่า “รางวัลนักเขียนเงินล้าน” กับมูลนิธิอมตะ ล้วนแล้วก่อเกิดในสมัยประภัสสร เสวิกุล ขณะดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนฯ เช่นเดียวกัน

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางวัล “นราธิป” สำหรับนักเขียนและบรรณาธิการอาวุโสวัย 80 ปี ซึ่งเป็นผู้สร้างผลงานทรงคุณค่าอย่างต่อเนื่องยาวนาน ถือเป็นรางวัลที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

            “...มีคำถามอีกว่า รางวัลในเมืองไทยเฟ้อเกินไปหรือไม่? โดยส่วนตัวผมคิดว่า ยิ่งมีรางวัลมาก ๆ และหลากหลายก็ยิ่งดี เพราะจะเป็นกำลังใจให้นักเขียนสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ เพียงแต่รางวัลนั้นๆ จะต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานของรางวัลด้วย รางวัลนั้นถึงจะได้รับความเชื่อถือและการยอมรับจากคนทั่วไป...” ประภัสสร เสวิกุล ถ่ายทอดความคิดผ่านคอลัมน์ “วันเว้นวันจันทร์พุธศุกร์” เมื่อครั้งหนึ่ง

            ด้านบทบาทของนักเขียน-นักการทูตผู้มุ่งสรรค์สร้างวรรณกรรมให้ก้าวไกลไปอย่างไม่มีขอบเขตขวางกั้น ประภัสสร เสวิกุล ได้จับมือกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ริเริ่มโครงการสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และไม่หยุดเพียงเท่านั้น ต่อมาได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ขยายโครงการไปเป็น ไทย-เวียดนาม และไทย-ลาว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในด้าน “การทูตภาคประชาชน” หลังจากริเริ่มแล้วยังได้สานต่อมาเป็นลำดับ ครั้งใดก็ตามเมื่อสมาคมนักเขียนฯ เดินทางไปต่างประเทศเพื่อสานสร้างความสัมพันธ์ทางวรรณกรรมแล้ว เมื่อนั้นย่อมมีประภัสสร เสวิกุล ร่วมในคณะเสมอ ดังเช่น “รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง” ความร่วมมือด้านวรรณกรรมระหว่างเวียดนาม ลาว และกัมพูชา มาตั้งแต่ปี 2550 และหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพทุก 2 ปี ซึ่งสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้เข้าร่วมตั้งแต่ “ผู้ร่วมสังเกตการณ์” กระทั่งได้รับรางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขงเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ได้แก่ กฤษณา อโศกสิน, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ ธีรภาพ โลหิตกุล เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา

            ขณะสานสร้างสัมพันธ์ทางองค์กรวรรณกรรมแล้ว ประภัสสร เสวิกุล ยังได้ริเริ่ม “โครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียน” เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของคนไทยต่อประเทศต่างๆ ที่เป็นเพื่อนสมาชิกอาเซียนด้วยกันผ่านงานวรรณกรรมมาตั้งแต่ปี 2552 จึงได้สร้างสรรค์ผลงานการเขียนออกมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์การพบปะผู้คน มิตรภาพและเรื่องราวในแต่ละประเทศออกมาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยมีผลงานมาแล้ว 3 เล่ม ได้แก่ จะฝันถึงเธอ ทุกคืนที่มีแสงดาว, รักในม่านฝน และ มีเมฆบ้างเป็นบางวัน

            โดยงานใหญ่ระดับอาเซียนและขยายไปถึงเอเชียใต้ที่เพิ่งผลักดันสำเร็จและจัดเป็นโครงการนำร่องไปเมื่อเดือนเมษายน 2558 นี้ เป็นโครงการประชุมวรรณกรรมและวัฒนธรรมอาเซียนและเอเชีย (เอเอซีแอลซี) จากการสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อสานสัมพันธ์วงการนักเขียน-กวีจาก 12 ประเทศเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์, เวียดนาม, บังกลาเทศ, อินเดีย, เนปาล, ปากีสถาน, ไต้หวัน และไทย ร่วมงานเป็นครั้งประวัติศาสตร์

            นอกจากนี้หากมีโครงการด้านวรรณกรรมสัมพันธ์ หรือกิจกรรมเกี่ยวกับอาเซียน ประภัสสร เสวิกุล มักตอบรับไปร่วมงานอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยอยู่เสมอ ชีวิตหลังเกษียณของประภัสสร เสวิกุล จึงมีการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศเสมอ ด้านงานเขียนอื่นที่เขียนต่อเนื่องยาวนานหลายปีเห็นจะเป็นคอลัมน์ “วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์” ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกนี้เอง ซึ่งได้ทุ่มเทเวลา พลังและแรงใจเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ ความคิดและชีวิตอันเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อ่านมาต่อเนื่อง หลายครั้งป่วยไข้แต่ท้ายสุดยังคงกลับมาเขียนเรื่องราวต่างๆ ให้แก่แฟนคอลัมน์เช่นเดิม

            แม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ประภัสสร เสวิกุล ได้สร้างคุณูปการต่อวงการวรรณกรรมไทยมามากมายหลายด้านแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่เคยหยุดยั้งที่จะทุ่มเทพลังให้กับการงานที่รักแม้แต่น้อย กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

            โดยทางครอบครัวจัดพิธีสวดอภิธรรมศพ ณ วัดโสมนัสราชวริหาร ศาลา 10 จัดให้มีพิธีรดน้ำศพในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน เวลา 16.00 น. และมีพิธีสวดอภิธรรมศพเป็นเวลา 7 คืน ระหว่างวันที่ 19-25 กันยายน 2558 เวลา 18.30 น. จากนั้นทางญาติจะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 100 วัน ก่อนขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป

            ทั้งนี้แฟนนวนิยายของ ประภัสสร เสวิกุล ที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ สามารถเขียนข้อความแสดงความรักและอาลัยไว้ได้ที่แฟนเพจ Facebook:Prabhassorn Sevikul - ประภัสสร เสวิกุล