
อยากได้เงินบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้น
15 ก.ย. 2558
เปิดซองส่องไทย : อยากได้เงินบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้น
ผมมีความข้องใจเป็นอย่างมากแต่ไม่รู้จะถามใครดี พอดีที่บ้านรับหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก จึงได้เจอคอลัมน์ “เปิดซองส่องไทย” โดยลุงแจ่ม ซึ่งมีทั้งคำถามและคำตอบจบเลย จึงอยากรบกวนให้ลุงแจ่มช่วยสอบถามให้ด้วย เพราะเป็นคอลัมน์ที่ดีมากๆ ให้ประโยชน์แก่ประชาชน และที่สำคัญจะมีการตอบจบในวันเดียวเลย จึงอยากให้ลุงแจ่มช่วยเป็นสื่อกลาง ช่วยถามไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ให้ผมด้วย ผมมีความข้องใจและมีปัญหากับคำว่า บำเหน็จบำนาญ และบำเหน็จรายเดือน นั้นแตกต่างกันอย่างไร
ผมจะเล่าประวัติโดยสังเขปของตัวผมดังนี้ ผมรับราชการเป็นลูกจ้างประจำของสถานศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง เกษียณอายุเมื่อ พ.ศ.2553 และผมรับได้เงินแบบบำเหน็จบำนาญ แต่กรมบัญชีกลางกลับเรียกว่า บำเหน็จรายเดือน (เป็นลูกจ้างประจำ) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 คำสั่งของ คสช.ประกาศว่า ผู้รับเงินเดือนบำเหน็จบำนาญต่ำกว่า 9,000 บาท ให้ได้รับเป็น 9,000 บาททุกคน ปัจจุบันผมได้รับบำเหน็จรายเดือน เดือนละ 7,500 กว่าบาทเท่านั้นเอง ซึ่งยังได้ไม่ถึง 9,000 บาทเลย หรือคำว่าบำเหน็จรายเดือนไม่มีสิทธิ์รับเงินเพิ่มตามประกาศ
จึงอยากทราบว่า บำเหน็จบำนาญและบำเหน็จรายเดือนนั้น แตกต่างกันอย่างไร เพราะอะไรถึงต้องแตกต่างกันด้วย ก่อนเกษียณผมมีสิทธิ์เบิกได้ทุกอย่างเหมือนข้าราชการทั่วๆ ไป ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาล ภรรยา ลูก สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้หมด หลังจากเกษียณแล้วเบิกอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ตัวเองที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลยังต้องไปทำบัตรผู้สูงอายุใช้เลย นี่หรือลูกจ้างประจำของรัฐที่ทุ่มเททำงานให้แก่รัฐมาทั้งชีวิต
อยากวิงวอนท่านหัวหน้า คสช. ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วยสั่งกระทรวงการคลัง หรือกรมบัญชีกลางให้ด้วยเถิดว่าให้ได้รับเงินตามที่มีคำสั่งของ คสช. เพราะจะทำให้ผมมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยก็ยังดี เพื่อที่จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ผม เพราะทุกวันนี้เงินที่ได้รับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายเลย
และผมเคยโทรไปสอบถามที่สายด่วน 1111 ก็มีเสียงผู้หญิงรับสาย พูดว่าขออภัยเจ้าหน้าที่กำลังทำงานอยู่ ผมโทรไปหลายครั้งแล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ซึ่งทำให้ผมต้องเสียเงินกับการโทรศัพท์ถาม 1111 อยู่หลายบาทเหมือนกัน และก็ไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจอะไรเลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมสายด่วน 1111 ถึงมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
จักรี
ตอบ
กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วขอเรียนชี้แจง ดังนี้
1.สิทธิ์ในบำเหน็จบำนาญเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนความชอบให้แก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ส่วนบำเหน็จรายเดือนเป็นเงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำที่ออกจากงาน ซึ่งเดิมระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 กำหนดให้ลูกจ้างประจำที่ออกจากงานมีสิทธิ์ได้รับเฉพาะบำเหน็จซึ่งเป็นเงินก้อนที่จ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ได้รับบำนาญเหมือนเช่นข้าราชการ
แต่ปัจจุบันมีการปรับปรุงแก้ไขสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างประจำที่ออกจากงานแล้วให้เพิ่มมากขึ้น โดยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2552 กำหนดให้ลูกจ้างประจำที่ออกจากงานและมีเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 25 ปีบริบูรณ์ และมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จปกติแล้วสามารถแสดงความประสงค์ขอรับบำเหน็จรายเดือนแทนได้ โดยบำเหน็จรายเดือนจะคำนวณจากบำเหน็จปกติหารด้วย 50 และจะจ่ายให้ต่อเนื่องไปทุกเดือนจนกว่าผู้รับบำเหน็จรายเดือนจะถึงแก่ความตาย บำเหน็จรายเดือนจึงมิใช่บำนาญ สิทธิ์ของผู้รับบำเหน็จรายเดือนจึงมีความแตกต่างกับสิทธิ์ในบำนาญของข้าราชการในบางประการ
2.อย่างไรก็ดีแม้บำเหน็จรายเดือนจะมิใช่บำนาญ แต่รัฐบาลก็ได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้รับบำเหน็จรายเดือนมีสิทธิ์ที่ใกล้เคียงกับผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้นแล้วหลายประการ ได้แก่
การกำหนดให้ในกรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือนถึงแก่ความตาย ทายาท มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จตกทอดจำนวน 15 เท่าของบำเหน็จรายเดือนที่ได้รับอยู่ได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2554 และการกำหนดให้ผู้รับบำเหน็จรายเดือนสามารถนำสิทธิ์ในบำเหน็จตกทอดไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2557 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับลูกจ้างประจำ จึงดูแลให้ได้รับค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างเหมาะสมและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
สำหรับข้อร้องเรียนให้มีการปรับบำเหน็จรายเดือนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับการปรับเงินเดือน หรือเงินค่าครองชีพให้แก่ข้าราชการหรือผู้รับบำนาญนั้น เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะมีผลกระทบกับภาระงบประมาณในระยะยาวจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้โดยละเอียดก่อน
อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางขอรับข้อเสนอแนะดังกล่าวไว้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป



