ไลฟ์สไตล์

แนะแนวทางห่างไกลโรคฮิต 'ออฟฟิศซินโดรม' คุกคาม

แนะแนวทางห่างไกลโรคฮิต 'ออฟฟิศซินโดรม' คุกคาม

15 ก.ย. 2558

ดูแลสุขภาพ : แนะแนวทางห่างไกลโรคฮิต 'ออฟฟิศซินโดรม' คุกคาม

 
                      คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าอาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดศีรษะอย่างไม่มีสาเหตุเป็นเรื่องปกติประจำวันเป็นได้ก็หายได้เองโดยไม่ต้องรับประทานยาไม่ต้องรักษาไม่ต้องปรึกษาแพทย์แต่ที่จริงแล้วอาการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงการมาเยือนของ “ออฟฟิศซินโดรม” โรคฮิตที่กำลังคุกคามคนทำงานออฟฟิศในขณะนี้
 
                      ในปัจจุบันมีกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องพึ่งยา หรือไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการดังกล่าว สูงถึงร้อยละ 60 ชีวิตสังคมเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้เรามีชีวิตที่แข่งขันกันสูงมากขึ้น วันๆ ต้องทำแต่งาน จนมองข้ามสุขภาพร่างกายของตัวเองไป กว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของคนเมืองมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม หรือคอมพิวเตอร์ซินโดรม ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการทำงานอันเป็นผลพวงให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา
 
 
 
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคฮิตของชาวออฟฟิศ
 
 
                      1.สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
 
                      ส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงเครียด เกิดการอักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ สะบัก หลัง เอว สะโพก และอาจปวดร้าวลงน่อง ขา
 
                      2.การใช้งานร่างกายอย่างไม่ถูกต้องโดยมีพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวแบบผิดๆตามความเคยชิน เช่น การนั่ง ยืน เดิน แม้กระทั่งการนอนในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดการปวดเมื่อยและตึงกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้แนวโครงสร้างของกระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ถูกต้อง เกิดการโค้งงอของกระดูกสันหลังหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท และอาจก่อให้เกิดภาวะกระดูกเสื่อมตามมาในที่สุด ในระยะแรกอาการอาจไม่ปรากฏให้เห็น แต่เมื่อเกิดปัญหาสะสมมากถึงจุดหนึ่ง อาการต่างๆ จะปรากฏฟ้องออกมาอย่างชัดเจน
 
                      3.ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกายแรกๆ เมื่อมีการพักการใช้งานขยับหรือเปลี่ยนท่าทาง กินยา ทา ถู นวดหรือปล่อยไว้เฉยๆ อาการดังกล่าวก็จะทุเลาหรือหายได้เอง แต่เมื่อมีการใช้งานในอิริยาบถเดิมๆ บ่อยๆ อาการดังกล่าวก็จะกลับมาเยี่ยมเยียนอีก คราวนี้จะขยับเขยื้อนจะบริหารร่างกายหรือพักยังไงอาการที่เกิดขึ้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหาย จะนอนก็ปวดจะนั่งก็ปวด จะยืนจะเดินก็ปวด ยิ่งทำงานยิ่งปวด จะพัก จะกินยาก็ไม่หาย ยิ่งปวด ยิ่งเครียด ยิ่งเป็น กล้ามเนื้อจะตึง เกร็งเป็นก้อนแข็งๆ มีอาการปวดศีรษะ หรืออาจพบการชาไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ปลายมือ ขา และฝ่าเท้า เป็นต้น นั่นหมายความว่าคุณอาจมีปัญหาที่กระดูก หรือโครงสร้างของร่างกายแล้ว
 
 
 
แนวทางการรักษาสามารถทำได้สองทางได้แก่
 
 
                      1.การรักษาที่อาการ แพทย์จะให้ยาประเภทที่มีฤทธิ์ระงับอาการปวด หรือคลายกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดชั่วคราว แต่ตัวยาดังกล่าวมีฤทธิ์ในการรักษาค่อนข้างสั้น เมื่อยาหมดฤทธิ์แล้วอาการต่างๆ มักจะกลับมาหลอกหลอนตามเดิม การให้การรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัดยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ใช้กับผู้ที่มีปัญหาและอาการดังกล่าวนักกายภาพบำบัดจะตรวจ ประเมินตามอาการ วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา และให้การรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ ที่เหมาะสม
 
                      การฝังเข็มก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้รักษาเพื่อลดความเจ็บปวด ลดการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อ โดยผู้ฝังเข็มต้องเป็นแพทย์หรือผู้ที่ได้รับการสอนการฝึกฝนมาอย่างถูกต้องโดยจะฝังเข็มไปตามตำแหน่งที่เกิดปํญหาและอาจมีการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าร่วมด้วย
 
                      2.การรักษาที่สาเหตุของปัญหา หรือที่เรียกว่า “Active Therapy” จะให้ผลการรักษาที่ครอบคลุมยาวนานกว่าและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งน้อยมากเพียงแต่ต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง การรักษาในแนวทางนี้มุ่งเน้นฟื้นฟูโครงสร้างที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา โดยใช้เทคนิคการจัดปรับโครงสร้างแก้ไขความสมดุลของร่างกายรวมไปถึงการพัฒนาสมรรถภาพความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ
 
                      อย่างไรก็ดีแนวทางที่ดีที่สุดในการหลีกไกลจากโรคร้ายดังกล่าวคือการป้องกันเริ่มกันตั้งแต่เนิ่นๆ โดยพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานให้เหมาะสม ขอแนะนำว่าไม่ควรนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือนั่งทำงานนานๆ ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถทุกชั่วโมง ขณะเดียวกันก็ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหวและผ่อนคลาย
 
                      หากคุณเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีอาการดังกล่าวมาข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง รู้ไว้เถอะค่ะว่าคุณเข้าข่ายเป็นคนอินเทรนด์ กำลังเป็นโรคฮิต “ออฟฟิศซินโดรม” ลองให้เวลาตัวเองสักนิด หันกลับมาสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่าร่างกายของเราส่งสัญญาณเตือนภัยให้หันมาใส่ใจดูแลตัวเองได้แล้วก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข การบำบัดอาการปวดหลัง Back pain ปวดต้นคอ ออฟฟิศซินโดรม “Office Syndrome” ปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพที่ไม่ถูกต้อง หลังค่อม ไหล่ห่อ พุงป่อง บำบัดโรคกระดูกสันหลังคด Scoliosis การออกกำลังกาย การทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าคุณเลือกที่จะรักษาหรือเลือกที่จะป้องกัน
 
 
 
กภ.ลดาวัลย์ ประทุมรัตน์
 
กายภาพบำบัด โรงพยาบาลธนบุรี 2