ไลฟ์สไตล์

'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน

'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน

13 ก.ย. 2558

ท่องไปกับใจตน : 'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected]

 
                      “การรักทรัพยากร คือการรักชาติ รักแผ่นดิน” ผมนึกถึงกระแสพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ประดับไว้โดดเด่น ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย บนเขาหมาจอ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในช่วงเวลาที่ภาครัฐกำลังบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมการทำประมงให้ถูกต้องตามระเบียบสากล เพราะถ้าเราหากินกับทรัพยากร แต่ขาดความรัก เช่น ใช้อวนตาถี่เท่ามุ้งชนิดที่ไม้จิ้มฟันทิ่มไม่ทะลุ ทำให้สัตว์น้ำขนาดเล็กโดนจับหมด ไม่มีโอกาสเติบโตไปเป็นอาหารให้ลูกหลานเราในวันข้างหน้าได้เลย หรือการบังคับใช้แรงงานประมงเยี่ยงทาส ฯลฯ ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำลายชาติ ทรยศต่อแผ่นดินถิ่นเกิด
 
 
'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน
 
 
                      เพราะโลกทุกวันนี้ ไม่ได้สนใจเพียงแค่ว่ากุ้งหอยปูปลาที่สั่งซื้อจากบ้านเรานั้นสดหรืออร่อยแค่ไหน แต่ยังสนใจด้วยว่ามันถูกจับมาด้วยวิธีไหน ถ้าเขาได้ข้อมูลว่าเป็นการทำประมงอย่างไร้จิตสำนึก ตลาดใหญ่อย่างยุโรป อเมริกา จะบอยคอตสินค้าสัตว์น้ำจากบ้านเรา จนเดือดร้อนกันไปทั่ว เพราะมูลค่าการส่งออกสัตว์น้ำของเรานั้นมหาศาลอย่างที่ทราบกันดีอยู่
 
 
'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน
 
 
                      “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย” ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือแห่งนี้ จะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ ปลูกฝังเยาวชนของเราให้รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างมีจิตสำนึก โดยมีพระราชกระแสต่อผู้บัญชาการทหารเรือ เมื่อ 31 พฤษภาคม 2544 ว่า “ให้กองทัพเรือทำงานนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศ” และยิ่งน่าปีติยินดีที่ได้ทราบว่า พื้นที่ 16 ไร่บน เขาหมาจอ ที่พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่นี้ ในอดีตสมัยสงครามเวียดนาม เคยเป็นฐานฝึกของ “หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม” หรือ ซีล (SEAL) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือของกองทัพเรือมาก่อน แต่วันนี้กลับกลายเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ ที่มีวิธีการนำเสนออย่างสร้างสรรค์และทรงคุณค่ามากแห่งหนึ่ง ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ว่า “ตามเกาะต่างๆ มีพรรณพืชอยู่มาก แต่ยังไม่มีผู้สนใจเท่าไร จึงน่าจะมีการสำรวจพืชพรรณตามเกาะต่างๆ อย่างจริงจัง”
 
 
'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน
 
 
                      อย่างชื่อ “แสมสาร” ก็มาจากชื่อพรรณไม้ที่ชาวประมงนิยมนำมาทำสลักสำหรับตอกไม้ต่อเรือ เพราะมีความเหนียว เสี้ยนตรง ไม่หักง่าย นอกจากนั้น ยังมีลายไม้สวย และเมื่อแห้งแล้วจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกพิกุลแห้ง เป็นไม้พื้นถิ่นที่ขึ้นชุกชุมบริเวณนี้ จึงเรียก “บ้านแสมสาร” กันมาหลายชั่วอายุคน
 
                      หากค้นดูแผนที่จะพบว่า แสมสารคือแหลมปลายสุดทางฝั่งตะวันออกของโค้งอ่าวรูป ก.ไก่ แห่งอ่าวไทยตอนใน โดยมีเกาะแสมสาร และเกาะจวงตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ทะเลตรงจุดนี้จึงถูกเรียกว่า “ช่องแสมสาร” ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเล มาแต่ครั้งสยามประเทศเผชิญหน้ากับบรรดานักล่าอาณานิคม จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเป็นที่ตั้ง “กองเรือยุทธการ” แห่งกองทัพเรือไทยในวันนี้
 
                      และถึงแม้จะตั้งอยู่เขต จ.ชลบุรี ทว่าพิกัดของแสมสารก็ค่อนไปทางระยองมากกว่า หากไม่ตั้งใจจะไปชม “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ที่ท่าเรือจุกเสม็ดของกองเรือยุทธการแล้ว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักหยุดอยู่แค่พัทยา หรือไม่ก็เลยไประยอง หรือจันทบุรี แสมสารจึงกลายเป็นจุดเกรงใจทางการท่องเที่ยว แต่ก็มีข้อดีคือรักษาความเป็นหมู่บ้านประมงอันสงบงามไว้ได้
 
 
'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน
 
 
                      ท่านที่ไม่ใคร่อภิเชษฐ์บรรยากาศแสงสีเสียงแบบพัทยา แนะนำให้มาที่นี่ โดยเฉพาะตอนอรุณรุ่งยามเช้า กับตะวันรอนตอนเย็น ถ้าได้ขึ้นไปที่จุดชมวิวบนเขาแหลมปู่เจ้า จะมีความสุขมาก เพราะนอกจากจะเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อดำ” แห่งวัดเขาเจดีย์และศาลพระพรหม ที่ชาวบ้านสักการบูชาแล้ว ยังประดิษฐานพระรูปหล่อขนาดเท่าพระองค์จริงในชุดทหารเรือของ “เสด็จเตี่ย” พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งทหารเรือไทย และยังเป็นมุมสูงที่มองเห็นช่องแสมสาร และหมู่บ้านประมงแสมสารชัดเจน ที่สำคัญคือจะได้เห็น “กระโจมไฟ” ที่ปรากฏอยู่ในบทเพลงพระนิพนธ์ “ดอกประดู่” ของเสด็จเตี่ย ที่ว่า “หะเบสสมอพลัน ออกสันดอนไป ลัดไปเกาะสีชัง จนกระทั่งกระโจมไฟ เที่ยวหาข้าศึก มิได้นึกจะกลับมาใน ถึงตายตายไป ตายให้แก่ชาติของเรา”
 
 
'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน
 
 
                      ถึงแม้กระโจมไฟในบทเพลงจะหมายถึงกระโจมไฟแหลมงอบ จ.ตราด แต่กระโจมแสมสารก็ทำให้เราได้ความรู้ความเข้าใจดียิ่งขึ้นมาว่า “กระโจมไฟ” (Light Beacon) คือหอสูง ซึ่งฉายไฟฉายแสงอย่างแรงไว้บนยอด เพื่อใช้บอกสัญญาณการเดินเรือเหมือนกับ “ประภาคาร” (Light House) ต่างกันตรงที่กระโจมไฟไม่มีคนคอยเฝ้า เเต่ใช้เครื่องอัตโนมัติควบคุมการส่งสัญญาณ ในขณะที่ประภาคารจะมีเจ้าหน้าที่ควบคุมตลอดเวลา
 
                      กระโจมไฟช่องแสมสาร จัดเป็นกระโจมไฟแบบ “สามวับสิบสองวิ” คือฉายไฟ 3 ครั้ง แล้วหยุด 12 วินาที จึงจะเริ่มใหม่ สามารถเห็นได้ในระยะไกล 10 ไมล์ทะเล หรือราว 18 กิโลเมตร
 
 
'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน
 
 
                      ที่ไม่น่าพลาดชมอีกแห่งหนึ่งในแสมสาร คือ ฟาร์มปลาทะเลสวยงาม หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะปลาการ์ตูน ที่ครั้งหนึ่งเด็กๆ ทั่วโลกหลงรักจากการ์ตูน “นีโม่” จนเกิดปัญหาการทำลายระบบนิเวศครั้งใหญ่ จากการลักลอบจับปลาการ์ตูนในธรรมชาติมาขาย กระทั่งเครือญาติเจ้านีโม่แทบสูญพันธุ์ บ่ายวันนั้นผมจึงรู้สึกตื่นเต้นเมื่อทราบว่ามีฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนตามหลักวิชาการประมงที่แสมสาร ทำการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนและปลาทะเลสวยงามทั้งหลาย อาทิ ปลาหมอทะเล ปลานกแก้ว ปลาเก๋า ปลาโนรี ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะบรรเทาปัญหาการลักลอบจับปลาในธรรมชาติแล้ว ยังอาจทำรายได้ให้ชาวชุมชนแสมสารเป็นกอบเป็นกำอีกด้วย หากมีการสนับสนุนส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะเลี้ยง เป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) กันไปเลย
 
                      โอ้...ถิ่นชาวประมง สักการะองค์หลวงพ่อดำ งามล้ำเกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยวไทย น้ำใสทะเลงาม สมนามแสมสาร... แม้คำขวัญจะออกบ้านๆ ไม่น่าประทับใจ แต่....ผมก็หลงรักความเรียบง่าย สงบงามแบบบ้านๆ ของเธอจนหมดใจเสียแล้วสิ!
 
 
 
 
--------------------
 
(ท่องไปกับใจตน : 'แสมสาร' บ้านๆ แต่ตระการตาฉัน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected])