ไลฟ์สไตล์

นิ่วในถุงน้ำดีโรคนี้ 'ผู้หญิง' เสี่ยงมากกว่าชาย

นิ่วในถุงน้ำดีโรคนี้ 'ผู้หญิง' เสี่ยงมากกว่าชาย

08 ก.ย. 2558

ดูแลสุขภาพ : นิ่วในถุงน้ำดีโรคนี้ 'ผู้หญิง' เสี่ยงมากกว่าชาย

 
                      เป็นที่ทราบกันดีว่าระบบภายในร่างกายของผู้หญิงนั้นซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากกว่าผู้ชาย ในความหมายหนึ่ง นั่นแสดงให้เห็นถึงว่าผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตัวเองให้มากยิ่งขึ้นด้วย เพราะทุกความซับซ้อนยิ่งนำมาซึ่งความเสี่ยงของปัญหา และปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงในการเป็นมากกว่าผู้ชายก็คือ “โรคนิ่วในถุงน้ำดี”
 
 
 
ถุงน้ำดี และน้ำดี มีหน้าที่อะไร?
 
 
                      ก่อนที่เราจะไปทราบกันว่าโรคนิ่วในถุงน้ำดีนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ธรรมชาติของถุงน้ำดี, น้ำดี มีไว้คือ
 
                      ถุงน้ำดี : ทำหน้าที่เหมือนอ่างเก็บน้ำ ซึ่งทำให้น้ำดีเข้มข้นขึ้น พร้อมใช้งานเวลาที่มีอาหารลงมาถึงทางเดินอาหารส่วนต้น ถุงน้ำดีจะบีบตัวให้น้ำดีออกมาคลุกเคล้ากับอาหาร
 
                      น้ำดี : สร้างจากตับ ไหลลงมาตามท่อน้ำดี ร่วมทำหน้าที่จับกับไขมันในอาหาร เพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
 
 
 
ปัจจัยเสี่ยงใดบ้าง ที่ทำให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี?
 
 
                      - ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีมากขึ้น
 
                      - โรคอ้วน เป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มขึ้น
 
                      - ฮอร์โมนเอสโตรเจนและการตั้งครรภ์ มีผลเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลและลดการเคลื่อนตัวของถุงน้ำดี ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทน
 
                      - พบมากในเพศหญิงและผู้สูงอายุ เนื่องจากคนช่วงอายุนี้มักมีไขมันในเลือดสูง
 
                      - โรคเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะมีระดับของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และถุงน้ำดีจะมีการบีบตัวน้อยในผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง
 
                      - การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
 
                      - การกินยาลดไขมัน ซึ่งมีต่อการเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดี
 
                      - การลดน้ำหนักมากเกินไปส่งผลให้ถุงน้ำดีลดการบีบตัว ก่อให้เกิดตะกอนน้ำดีคั่งได้ง่าย
 
 
 
อาการเตือนนิ่วในถุงน้ำดีที่ควรสังเกต
 
 
                      ถึงแม้ในบางรายของผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี จะไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็นเลย แต่เราก็ควรรู้ถึงอาการเตือนบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อไว้ใช้สังเกตความผิดปกติของตัวเอง โดยมีอาการผิดปกติที่อาจพบได้ดังต่อไปนี้ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้มีอาการทั้งหมดครบ เราก็อาจมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้
 
                      - ท้องอืด
 
                      - แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก - ปวดท้องใต้ชายโครงขวาเป็นครั้งคราว
 
                      - ปวดท้องรุนแรง และปวดร้าวไปถึงสะบักด้านขาว
 
                      - ไข้สูงเฉียบพลัน ถ้ามีการอักเสบของถุงน้ำดีอย่างเฉียบพลัน
 
                      - ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
 
 
 
ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ทำอย่างไร?
 
 
                      การผ่าตัดถุงน้ำดีในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือ
 
                      1.ผ่าตัดแบบเดิม โดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Open Cholecystectomy) ปัจจุบันจะเลือกใช้ในการผ่าตัดถุงน้ำดีที่มีอาการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง
 
                      2.ผ่าตัดภายใต้กล้อง โดยการเจาะรูเล็กๆ ที่หน้าท้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) ถ้าผู้ป่วยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน สามารถทำได้สำเร็จถึงร้อยละ 95 ถ้าถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเกิน 3 วัน โอกาสผ่าตัดโดยวิธีนี้ได้สำเร็จจะน้อยลง
 
 
 
วิธีการผ่าตัดส่องกล้อง นิ่วถุงน้ำดี
 
 
                      วิธีการผ่าตัดภายใต้กล้อง มีขั้นตอนดังนี้
 
                      1.เจาะรูเล็กๆ บริเวณหน้าท้อง 4 แห่ง ด้วยเครื่องมือที่ออกแบบเฉพาะสำหรับการเจาะหน้าท้องอย่างปลอดภัย ขนาดของรูประมาณ 0.5 ซม. 3 ตำแหน่ง และขนาด 1 ซม.ที่สะดืออีก 1 ตำแหน่ง
 
                      2.ใส่กล้องที่มีก้านยาวๆ และเครื่องมือต่างๆ ผ่านรูที่ผนังหน้าท้องลงไป ศัลยแพทย์จะสามารถมองเห็นถุงน้ำดีและอวัยวะต่างๆ จากจอโทรทัศน์ซึ่งกล้องส่งสัญญาณภาพมา
 
                      3.ศัลยแพทย์ผ่าตัดเลาะแยกถุงน้ำดีออกจากตับ และใช้คลิปหนีบห้ามเลือดแทนไหมเย็บแผล ก่อนตัดขั้วของถุงน้ำดี แล้วเลาะส่วนที่เหลือให้หลุดออก
 
                      4.เมื่อตัดถุงน้ำดีได้แล้ว บรรจุใส่ถุงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แล้วดึงออกจากร่างกายบริเวณรูสะดือ
 
                      5.ศัลยแพทย์จะสำรวจความเรียบร้อยเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนดึงเครื่องมือและกล้องออกแล้วเย็บปิดแผล
 
 
                      ทั้งนี้ ในผู้ป่วยบางรายถ้าหากพบว่ามีการอักเสบมาก อาจต้องมีการใส่ท่อระบายไว้ 2-3 วัน
 
 
 
ผลดีของการผ่าตัดถุงน้ำดีภายใต้กล้อง
 
 
                      - อาการปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่า เพราะแผลมีขนาดเล็กกว่า
 
                      - อยู่โรงพยาบาล ประมาณ 1-2 วัน ซึ่งถ้าผ่าตัดแบบเดิม อยู่โรงพยาบาล ประมาณ 7-10 วัน
 
                      - การพักฟื้นหลังผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ทำให้กลับไปทำงานตามปกติได้เร็วกว่า ถ้าผ่าตัดแบบเดิมใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 เดือน
 
                      - แผลขนาดเล็กดูแลง่ายกว่า และมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าแผลขนาดใหญ่
 
                      - เมื่อแผลหายจะเป็นรอยเล็กๆ บนหน้าท้องเท่านั้น
 
 
 
พญ.นรสรา วิทยาพิพัฒน์
 
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
 
ด้านการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี
 
โรงพยาบาลพญาไท 3