
วิถีข้าวไทย ปลายพนมทวนถึงบ้านหนองขาว
06 ก.ย. 2558
ชวนเที่ยว : วิถีข้าวไทย ปลายพนมทวนถึงบ้านหนองขาว : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์
เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ที่เดินทางมาเที่ยว กาญจนบุรี นับตั้งแต่จำได้ว่า เคยจับรถไฟมาคนเดียวตามลำพัง ถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ต้องถึง จนวันนี้ ขับรถเดี๋ยวเดียวก็ถึงเมืองกาญจน์แล้ว
นอกเหนือจากน้ำตกที่ขึ้นชื่อ อย่างห้วยแม่ขมิ้น น้ำตกเอราวัณ ยันสะพานมอญแห่งเมืองสังขละบุรีที่ยังอุดมด้วยวัฒนธรรมของชนชาติมอญ หรือเขาช้างเผือกที่โด่งดังเป็นพลุทั้งด้านความสวยงามและการจองยากแห่งทองผาภูมิ กาญจนบุรียังมีเรื่องราวประวัติศาสตร์และการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ท่ามกลางความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำไม่แพ้ที่ไหนๆ
หน้าฝนนี้ มีโอกาสไปท่องวิถีของท้องถิ่นชนบทของกาญจนบุรี กับคณะของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบัตรเครดิตยูโอบี เลดี้ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ใน โครงการ เลดี้ เจอร์นีย์ 2558 “เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยสู่วิถีไทย” กับเส้นทางท่องเที่ยว จ.กาญจนบุรี “วิถีไทย-วิถีข้าวไทย”
ทุ่งนาเขียวขจี เป็นตารางสี่เหลี่ยม กว้างใหญ่ มองเห็นได้ริมทาง ระหว่างที่รถเคลื่อนเข้าใกล้ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี
สมัยก่อนจะเดินทางไป อ.พนมทวน ดูจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะไปถึงจ.กาญจนบุรี แล้วถึงแยกไปอ.พนมทวน แต่เดี๋ยวนี้มีเส้นทางตัดใหม่ ไปทาง อ.บางเลน จ.นครปฐม เข้าสุพรรณ มีทางแยกไป อ.พนมทวนเลย จะใกล้กว่า ถนนหนทางก็ดี
2 ชั่วโมงเศษๆ รถก็ไปถึง ต.ทุ่งสมอ อ.พนมทวน ซึ่งอยู่ในเส้นทางระหว่างสุพรรณบุรี-กาญจนบุรี สังเกตได้อย่างว่า การตั้งชื่อสถานที่ในชนบทมักเรียกจากสิ่งที่เห็นและเคยเป็น อย่างต.ทุ่งสมอนี่ก็เป็นเพราะในอดีตมีต้นสมอขึ้นจำนวนมาก มองเห็นเป็นทุ่ง ชาวบ้านจึงเรียกที่บริเวณนี้ว่า “ทุ่งสมอ” แต่ทุกวันนี้ พื้นที่ทุ่งสมอกลายเป็นแปลงนาเขียวๆ กว้างใหญ่ ที่นี่เลยกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งเรื่องการทำนา และการแปรรูปผลผลิตจากท้องนาอีกด้วย
หัวเรือหลักคือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสตรีอาสาพัฒนาเกษตรกรทุ่งสมอ ที่จะทำให้รู้ถึงความเป็นมาของข้าวไทย ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ที่ปลูกในจ.กาญจนบุรี อาทิ ข้าวกล้องหอมมะลิแดง ข้าวหอมนิล ข้าวหอมมะลินาปี ข้าวหอมมะลิมันปู ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จนวันนี้มีแบรนด์ “ทุ่งสมอ” เป็นของตัวเอง แล้วยังมีการแปรรูปผลผลิตจากข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น การทำจมูกข้าวกล้องหอมมะลิ หรือขนมอบกรอบที่ทำจากจมูกข้าว รสชาติต่างๆ กลายเป็นของฝากขึ้นชื่อไปแล้ว
มาเยือนถึงถิ่น เจ้าบ้านเลยจัดต้อนรับด้วยสำรับข้าวชุดใหญ่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่กับข้าวหอมมะลิกรุ่นๆ กินกับน้ำพริกผักลวกจิ้ม ปลาทอด แกงไก่ ขนมจีนก็มี ตามด้วยขนมที่ทำจากแป้งเช่น ขนมครก และขนมตาล ที่มาตั้งเตานึ่งกันร้อนๆ อร่อยมากขอบอก อ้อ...ทั้งกับข้าวและขนมก็มาจากกลุ่มแม่บ้าน ในสังกัดกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาเกษตรกรทุ่งสมอ ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้จะมีกลุ่มย่อยๆ อีกหลายกลุ่ม แล้วแต่ใครจะเลือกสังกัดกลุ่มไหน เพื่อเรียนรู้และพัฒนา รวมถึงผลิตสินค้าออกมาขาย ต้องบอกว่า ที่นี่กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่มีคณะมาดูงานชนิดหัวกระไดไม่แห้ง แม้แต่แดนข้าวหอมมะลิเลื่องชื่อจากสุรินทร์ยังมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพราะนอกจากขายข้าวแล้ว การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าก็น่าสนใจทีเดียว
อิ่มอร่อยกับสำรับแม่บ้านทุ่งสมอกันแล้ว มุ่งหน้าไป อ.ท่าม่วง แต่ระหว่างทางขอแวะสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ เจดีย์ยุทธหัตถี ที่บ้านดอนเจีย์ อ.พนมทวน กันเสียก่อน
อาจารย์น้ำฝน เป็นวิทยากรประจำอนุสรณ์สถาน พาชมนิทรรศการ และสถานที่ บอกเล่าเรื่องราวของดินแดนสำคัญแห่งนี้ ซึ่งมีทั้งอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง และพลับพลาที่ประทับ และบริวารไก่ ที่มีผู้นำมาถวาย ตั้งแต่ไซส์จิ๋วไปจนถึงไซส์ยักษ์ทีเดียว ในบริเวณด้านหลังอนุสาวรีย์ เป็นที่ตั้งของ พระธาตุตระพังตรุ ที่เชื่อว่า เป็นจุดที่ทัพพม่าของพระมหาอุปราช มาพักทัพระหว่างเดินทางมาสู้รบกับไทย และทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรที่ยกทัพมาจากพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีการขุดค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ ซากกรามช้าง กระดูกม้า และอาวุธโบราณ เก็บรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่นี่ด้วย อาจารย์น้ำฝนบอกว่า ต้นข่อยที่พระมหาอุปราชามาพักทัพ ก็ยังอยู่จนทุกวันนี้ (ขณะที่สุพรรณบุรีก็ขุดพบสถาปัตยกรรมยุคทวารวดี และตั้งชื่อเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี รวมทั้งยกฐานะหมู่บ้านดอนท่าพระที่พบเจดีย์ ขึ้นเป็นอำเภอดอนเจดีย์ แต่บริเวณนี้ไม่มีการขุดพบสิ่งที่เป็นหลักฐานเกี่ยวกับสงคราม)
ออกจากอนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดินทางไปตามเส้นทางสาย 324 (สุพรรณบุรี-กาญจนบุรี) อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ผ่านซุ้มประตู “ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนผ้าขาวม้าร้อยสี” ของเทศบาลตำบลหนองขาว นี่เอง...ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องว่าเป็นแหลิงผลิตผ้าทอกี่กระตุกคุณภาพดี โดยเฉพาะผ้าขาวม้า แถมมีสารพัดสีให้เลือกหา ถึงขั้นว่า มีเป็นร้อยสีไม่มีซ้ำกันทีเดียว บ้านหนองขาว นี่ก็เป็นหมู่บ้านเก่า ที่เกิดจากการรวมตัวของผู้คนที่อพยพหนีทัพพม่า มาตั้งหลักแหล่งอยู่ริมหนองน้ำใหญ่ ที่มีดอกหญ้าสีขาวขึ้นอยู่เรียกกันว่า บ้านหนองหญ้าดอกขาว ขยับขยายตั้งถิ่นฐานกันจนกลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ ต่อมาเรียกกันแค่บ้านหนองขาว
นัดรถอีแต๋นไว้ที่ วัดอินทราราม หรือ วัดหนองขาว ลุงสมใจ อดีตผู้ใหญ่บ้านนำขบวนมาเอง เพราะปกติก็รับนำเที่ยวแบบนี้อยู่แล้ว หลังเปลี่ยนรถเสร็จ ก็ออกเดินทางกันด้วยรถท้องถิ่น ให้อารมณ์สนุกสนานไปอีกแบบ แวะที่วัดเป็นอันดับแรกเลย ที่มีมีอาคารเก่าของโรงเรียนโกวิทอินทราทร ดัดแปลงมาเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านหนองขาว ใกล้กันเป็นวิหารพระป่าเลไลยก์ ด้านหลังเป็นวิหารวัดหลังใหญ่ ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในวัดแถบนี้เลยเชียว
ออกจากวัด คราวนี้ก็ลัดเลาะเข้าหมู่บ้านหนองขาวกันเสียที แล้วก็ได้รู้ว่า ที่นี่เป็นหมู่บ้านใหญ่มากๆ พี่เมต คนขับรถอีแต๋นที่ฉันนั่งบอกว่า ที่มีเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีมากกว่าพันหลังคาเรือน ที่นาก็เยอะ แต่ถ้าจะให้แยกตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่ ก็ไม่เอาเหมือนกัน (ฮา)
และที่บ้านหนองขาวนี่เอง ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งชื่อ เลยมีที่มาของชื่อคนแปลกๆ เช่นชื่อที่ขึ้นต้นด้วยหมา หรือ ขี้ หมากบ ด้วยความเชื่อว่า ตั้งชื่อให้น่าเกลียดๆ เพื่อที่วิญญาณร้ายจะได้ไม่มาเอาไป แล้ววันนั้นก็ได้เจอป้าหมากบ มาทำพิธีทำขวัญข้าวให้เราดูกัน เป็นการจำลองเหตุการณ์ขึ้นมา เพราะจริงๆ จะทำกันตอนก่อนเกี่ยวข้าว หลังออกพรรษา
รถอีแต๋นพาเลาะไปตามท้องนา ผ่านบ้านนา มีเด็กๆ มาฟ้อนต้อนรับ แบบบ้านทุ่ง น่ารักไปอีกแบบ กับการท่องวิถีไทยภาคกลางแบบนี้จริงๆ ก่อนจะไปจบปิดท้ายกันด้วยทำข้าวต้มมัดใต้ นี่ถ้ามาฤดูเก็บตาลก็อาจจะได้ชิมจาวตาลอร่อยๆ หรือไม่ก็ดูการทำน้ำตาลโตนดอีกด้วย
หน้าฝนแบบนี้ เที่ยววิถีไทยแถวภาคกลางได้ไม่ไกลกรุง ลองมาสัมผัสความแตกต่าง ตามรอยวิถีข้าวไทย ที่กาญจนบุรี แล้วจะรู้ว่าเมืองนี้ยังมีอะไรดีๆ ให้ค้นหาอีกมากมาย
---------------------
ติดต่อเรื่องการท่องเที่ยวหมู่บ้านหนองขาว 08-7159-1728 (ครูอุบล) หรือรถอีแต๊กนำเที่ยวบ้านหนองขาว อดีตผู้ใหญ่บ้านสมใจ ลำดวน 08-6040-1574 (ค่ารถคันละ 500 บาท/เที่ยว)
---------------------
(ชวนเที่ยว : วิถีข้าวไทย ปลายพนมทวนถึงบ้านหนองขาว : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)



