
อาเซียนมองไทยกรณี 'พืชจีเอ็ม' (จบ)
04 ก.ย. 2558
ทำกินถิ่นอาเซียน : อาเซียนมองไทยกรณี 'พืชจีเอ็ม' (จบ) : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
อาทิตย์ที่แล้วได้พูดถึงมุมมองของนักวิชาการอาเซียนที่มีต่อนโยบายพืชจีเอ็มโอในประเทศไทยในงานสัมมนา อนาคตพืชจีเอ็มในภูมิภาคอาเซียน ที่ทางบริษัท ซินเจนทา จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชรายใหญ่ของโลกจัดขึ้นที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อเร็วๆ นี้ที่ไม่มีความคืบหน้าว่ามีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นแรกเกรงว่าพืชพันธุ์พื้นเมืองจะสูญหายหากรัฐอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มได้ เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ประเด็นที่สองเกรงมีผลกระทบตลาดส่งออกสินค้าเกษตรในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยที่ปฏิเสธผลผลิตจากพืชจีเอ็ม
ขณะที่ประเทศไทยยังถกเถียงกันไม่ได้ข้อยุติ แต่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนตามที่ คูมาร์ ดัตต้า ผู้อำนวยการซินเจนทา เวียดนามระบุว่าขณะนี้รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชจีเอ็มในเชิงพาณิชย์ได้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากข้าวโพด หลังได้มีการศึกษาเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน จนได้ข้อสรุป ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรประมาณ 94 ล้านคน และกว่าร้อยละ 70 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่อาศัยอยู่ในชนบท มีพืชเศรษฐกิจหลักที่ผลิตเพื่อการส่งออกอันดับ 1 ในขณะนี้ก็คือพริกไทยและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ รองลงมาได้แก่ข้าว กาแฟและมันสำปะหลัง
เหตุผลสำคัญที่เวียดนามประกาศเดินหน้าพืชจีเอ็ม ก็เพราะต้องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะค่ายาปราบศัตรูพืช และสุดท้ายช่วยให้เกษตรกรมีสุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีอีกต่อไป เพราะพืชจีเอ็มมีคุณสมบัติทนต่อโรคและแมลง เวียดนามถือเป็นประเทศที่สองรองจากฟิลิปปินส์ที่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในขณะที่ฟิลิปปินส์นั้นรัฐบาลมีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชจีเอ็มมาเกือบ 15 ปีแล้ว โดยเริ่มส่งเสริมมาตั้งแต่ปี 2003 หลังได้มีการศึกษามาตั้งแต่ปี 1998 ในพืชเศรษฐกิจหลัก 2 ตัวคือ ฝ้ายกับข้าวโพด โดยเฉพาะข้าวโพดนั้น ก่อนหน้านี้ได้นำเข้าจากอเมริกาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ แต่ปัจจุบันไม่มีการนำเข้าแล้ว เพราะสามารถผลิตเองได้ทั้งหมด
ฮาร์ดีฟ เกรเวล ผู้อำนวยการด้านธุรกิจข้าวโพด ซินเจนทา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุชัดถึงทิศทางพืชจีเอ็มในภูมิภาคอาเซียนว่าอีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า ทุกประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะตอบรับพืชจีเอ็ม เพราะไม่เช่นนั้นเราจะอยู่ในฐานะผู้รับหรือผู้บริโภคไม่ใช่ผู้ผลิต ปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่างเต็มตัว ได้แก่ จีน อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศและฟิลิปปินส์ สำหรับฟิลิปปินส์นั้นปัจจุบันไม่มีพืชพันธุ์ดั้งเดิมแล้ว มีแต่พันธุ์ไฮบริดกับจีเอ็ม ส่วนเวียดนามเริ่มแล้วในปีนี้ (2015) ขณะที่อินโดนีเซียอีกสองปีข้างหน้าจะเริ่มปลูกพืชจีเอ็มอย่างจริงจัง
“อเมริกาตอบรับเทคโนโลยีนี้เร็วที่สุด ตอนนี้พืชที่ปลูกในอเมริกาเหนือ กลางและใต้เป็นจีเอ็ม 100% ในขณะที่ยุโรปบางประเทศก็เริ่มยอมรับเทคโนโลยีนี้แล้วอย่างสเปน เริ่มอนุญาตให้ปลูกข้าวโพดจีเอ็มได้ ส่วนฝรั่งเศส เยอรมนียังไม่ยอมรับ” อาร์ดีฟให้ข้อมูล ขณะที่ประเทศไทยเขามองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก ในการเป็นผู้นำการผลิตด้านนี้ เพราะมีหน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพมาตั้งแต่ปี 1990 แต่ปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเหตุผลบางประการ จึงทำได้เพียงแค่พืชไฮบริดเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับการบริโภค เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยถือเป็นผู้นำเข้าหลักข้าวโพดและถั่วเหลืองจากอเมริกาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์อยู่แล้ว
ปลายปีนี้อาเซียนเข้าสู่เออีซี การซื้อขายเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตร (บางชนิด) ไร้พรมแดน เชื่อแน่ว่าอีกไม่เกิน 2 ปี ภูมิภาคอาเซียนจะเต็มไปด้วยพืชจีเอ็ม ถึงวันนั้นไม่เฉพาะนำเข้าจากอเมริกาเท่านั้น แต่ผลผลิตพืชจีเอ็มจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น นโยบายรัฐจะต้องชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะเข้าทำนอง “เกลียดปลาไหล แต่กินน้ำแกง” นะครับ!
-----------------------
(ทำกินถิ่นอาเซียน : อาเซียนมองไทยกรณี 'พืชจีเอ็ม' (จบ) : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



