
นักวิจัยชี้โบสถ์วัดต้นเชือกถล่มเหตุระบบไม่ได้มาตรฐานหวั่นถล่
นักวิจัยชี้โบสถ์วัดต้นเชือกถล่มเหตุระบบไม่ได้มาตรฐานหวั่นถล่มซ้ำ
27สิงหาคม2558 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และรองเลขาธิการสภาวิศวกร พร้อมคณะ เปิดเผยภายหลังเดินทางไปสำรวจความเสียหายของอุโบสถที่พังถล่มทับคนงานเสียชีวิตขณะยกพื้นหนีน้ำท่วม ที่วัดต้นเชือก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ว่าสามารถวิเคราะห์สาเหตุของความเสียหายได้ 3 ประการ ได้แก่ การยกพื้นสูงเกินกำลังและสูงเกินไป ขณะที่ระบบค้ำยันระหว่างการยกไม่แข็งแรงพอ รวมทั้งระบบรอกป้องกันอาคารขยับเลื่อนระหว่างยกไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้อาคารอาจเกิดการขยับตัวจนเสียสมดุลและนำไปสู่การถล่มในที่สุด
ทั้งนี้การดำเนินการอุโบสถที่มีพื้นที่ 200 ตารางเมตร น้ำหนักอาจจะมากถึง 200-400 ตัน จัดว่าเป็นอาคารสาธารณะที่ต้องควบคุมตามกฎหมายทางวิศวกร เนื่องจากประชาชนเข้ามาใช้ประกอบกิจกรรมได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีวิศวกรที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิศวกรในระดับภาคีวิศวกรขึ้นไปเป็นผู้ควบคุมการดัดแปลง ยก หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ทั้งนี้การยกพื้นอุโบสถทั้งหลังจะต้องมีระบบค้ำยันสำรองรับน้ำหนักโครงสร้างอาคารในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขณะทำงานเพื่อให้โครงสร้างคงอยู่ได้
ศ.ดร.อมรระบุว่า อาคารทั่วไปที่ไม่ใช่อาคารสาธารณะ เช่น อาคารพาณิชย์ ก็กำลังมีการปรับปรุงกฎกระทรวงให้ครอบคลุม และต้องมีวิศวกรเป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้าง จะใช้ช่างท้องถิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายกับผู้ทำการยกอาคารและประชาชน และจะต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบ โดยจะต้องแสดงหลักฐานของวิศวกรผู้ควบคุมด้วย
“จากสภาพอุโบสถที่มีการบิดเบี้ยวเสียรูปร่าง จึงเป็นห่วงว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดพังถล่มซ้ำ เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนซึ่งจะทำให้ดินอุ้มน้ำเพิ่มมากขึ้นและมีผลต่อการทรุดตัวของดิน จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ต้องเร่งดำเนินการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว” ศ.ดร.อมรกล่าวทิ้งท้าย



