ไลฟ์สไตล์

สธ.เผยคนไทยเข้าสู่วัยชราตั้งแต่อายุ 32

สธ.เผยคนไทยเข้าสู่วัยชราตั้งแต่อายุ 32

28 ส.ค. 2558

ดูแลสุขภาพ : สธ.เผยคนไทยเข้าสู่วัยชราตั้งแต่อายุ 32

 
                       งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติเป็นงานที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จัดปีละหนึ่งครั้งโดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายโดยจัดต่อเนื่องกันมา 11 ปี และในปี 2558 นี้จะเป็นปีที่ 12 ซึ่งในปีนี้ทางคณะผู้จัดงานได้เน้นแนวคิด “ชะลอวัย ไกลโรค” เนื่องจากเล็งเห็นว่าภายในอีกสิบปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ มีผู้สูงอายุเกินกว่า 60 ปี เกินกว่า 20% และแต่ละปีจะมีผู้สูงอายุปีละ 5 แสนคน การดูแลผู้สูงอายุนั้นจะมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงเนื่องจากผู้สูงอายุมักจะมีโรคต่างๆ เกิดขึ้นมากมายและยิ่งจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น ก็ยิ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงขึ้น
 
                       ทางคณะทำงานวิชาการของงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลองค์ความรู้ดั้งเดิมและงานวิจัยสมัยใหม่พบความมหัศจรรย์ขององค์ความรู้ดั้งเดิมที่หากนำมาปฏิบัติจะช่วยยืดอายุ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ห่างไกลโรค เช่นเดียวกับชาวโอกินาวาที่มีคนอายุมากกว่า 100 ปีอยู่หนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
 
                       ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกิจกรรมในงานว่า “การศึกษาทางชีววิทยาในปัจจุบันพบว่า ร่างกายคนเราจะเริ่มเสื่อมเมื่ออายุประมาณ 30 ปี ซึ่งตรงกับที่กล่าวในคัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทยว่าคนเราเข้าสู่ปัจฉิมวัยหรือวัยชราเมื่ออายุ 32 ปี ซึ่งนับว่าเป็นความล้ำลึกของภูมิปัญญาที่บอกเราไว้ว่าเราต้องเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่ช่วง 30 ต้นๆ ดังนั้น หากเราจับหลักคิดของการแพทย์แผนไทยแล้วศึกษาให้ลึกลงไปจะพบว่า มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น และการดูแลสุขภาพในทางการแพทย์แผนไทยนั้นจะมีความเป็นองค์รวมและเฉพาะบุคคลกล่าวคือต้องมีเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน การเจริญศีล สมาธิ ซึ่งในรายละเอียดอาจจะแตกต่างกันไปตามเจ้าเรือนที่แตกต่างกัน ดังนั้นในงานนี้เราจะนำแนวคิดเหล่านี้มาเผยแพร่มาให้คำแนะนำ ให้ประชาชนไปดูแลสุขภาพได้เอง”
 
                       ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้กล่าวเสริมในแนวคิดการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทยว่า "ปัจฉิมวัยเป็นจุดเริ่มต้นการถดถอยของการทำงานของธาตุต่างๆ การเปลี่ยนแปลงนี้จะค่อยเป็นค่อยไป เว้นแต่จะมีปัจจัยภายนอกมาเร่งกระบวนการเสื่อมนี้เร็วขึ้นโดยทั่วไปความเสื่อมจะเริ่มเห็นเด่นชัดในธาตุไฟก่อน ตามด้วยธาตุน้ำและธาตุดิน ตามลำดับ ภาวะที่ธาตุไฟหย่อนลงจะเห็นได้ชัดเมื่อคนย่างเข้าสู่วัยชรา จะมีปัญหาของระบบย่อยอาหาร (ธาตุไฟ) ที่ทำงานได้น้อยลง ซึ่งก็สอดคล้องกับคำอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเพราะน้ำย่อยและเอนไซม์ลดลงรวมทั้งการดูดซึม
 
                       สารอาหารก็ลดลงด้วย จึงทำให้ท้องอืดได้ง่าย กล้ามเนื้อจะหายไปและถูกแทนที่ด้วยไขมัน ทั้งนี้เนื่องจากกล้ามเนื้อจะมีการเผาผลาญ (ธาตุไฟ) มากกว่าไขมัน ดังนั้น เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ก็มีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น การทำงานของปอดและหัวใจมีประสิทธิภาพน้อยลง สิ่งที่ตามมาคือ ความชุ่มชื้น (ธาตุน้ำ) ของผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ จะแห้งลง ความหนาแน่นของกระดูก (ธาตุดิน) จะลดลง กระดูกอ่อนในข้อต่อเริ่มสลายตัว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าสู่การมีวาตะเป็นเจ้าเรือน ซึ่งมีลักษณะเย็น แห้ง ล่องลอย ฟุ้งกระจาย ไม่แน่นอน จะเห็นว่าคำอธิบายในทางการแพทย์แผนไทยนี่มีความเชื่อมโยงหมดกับทฤษฎีีในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
 
                       ในงานเราจะมีกิจกรรมสาธิตการดูแลผู้สูงอายุครบวงจรตั้งแต่ ช่องปาก ทางเดินอาหาร ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ สมอง กระดูกและกล้ามเนื้อ ด้วยสมุนไพรที่ประชาชนทำได้เอง โดยเราได้คัดเลือกสมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมและมีงานวิจัยที่สนับสนุนการใช้เพื่อให้คนไทยได้มั่นใจในการใช้เพื่อดูแลสุขภาพ เช่น “กระชาย” เป็นสมุนไพรที่มีการระบุในคัมภีร์พื้นบ้านว่าใช้ดูแลช่องปากพอเรานำมาศึกษาวิจัยก็พบว่าช่วยลดคราบหินปูนในช่องปาก เทียบกับยาสังเคราะห์ซึ่งในสหรัฐอเมริกาก็มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ในช่องปากจากกระชาย หรือสมุนไพรหายาก อย่าง “ป่าช้าหมอง” ที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา หมอพื้นบ้านของไทยก็ใช้มานาน เป็นยาอายุวัฒนะ มีงานวิจัยรองรับหลายชิ้น “หัวเข่าคลอน” ที่หมอพื้นบ้านใช้ดูแลข้อเข่า ก็มีงานวิจัยหลายชิ้น และเราก็จะแจกต้นไม้ให้ประชาชนไปปลูกด้วย ส่วนใครที่ไม่มีต้นหัวเข่าคลอน ก็สามารถใช้ “เพชรสังฆาต” ได้เช่นกัน ในงานวิจัยเราพบว่าเพชรสังฆาตมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกพรุนซึ่งเรากำลังวางแผนจะทำวิจัยต่อยอดต่อไป ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในงาน ซึ่งยังมีสมุนไพรกว่า 100 ชนิดที่รอให้มาเรียนรู้กันอีก อยากให้คนไทยได้มาเรียนรู้กัน อย่ารอให้ถึงวันที่อายุ 60 แล้วค่อยมาเรียน เพราะความเสื่อมในร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่เลือกเวลา ไม่เลือกอายุ หากอยากอ่อนเยาว์ไกลโรคงานนี้เป็นอีกงานที่พลาดไม่ได้" ดร.ภญ.สุภาภรณ์ กล่าว
ผู้สนใจสามารถร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 12 ได้ในระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน 2558 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคาร 6-8
 
 
 
 
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร