ไลฟ์สไตล์

อาเซียนมองไทยกรณี 'พืชจีเอ็ม'

อาเซียนมองไทยกรณี 'พืชจีเอ็ม'

28 ส.ค. 2558

ทำกินถิ่นอาเซียน : อาเซียนมองไทยกรณี 'พืชจีเอ็ม' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

 
                       คงจำกันได้เมื่อปลายเดือนที่แล้วคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และการบริการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้ขอถอนร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ.... ออกจากการพิจารณาในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้วยเหตุผลในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีจุดอ่อนหลายประเด็น ที่ร้ายแรงที่สุดคือเนื้อหาในมาตรา 52 แน่นอนว่าการถอนร่าง พ.ร.บ.ออกไปก็มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้
 
                       ปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนา “ทิศทางพืชจีเอ็มในภูมิภาคอาเซียน” ที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม จัดโดยซินเจนทาร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานพัฒนาพืชเทคโนโลยีชีวภาพสากลและสภาความมั่นคงทางอาหารและการค้าเสรีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ระดมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพืชจีเอ็มโอ(GMO) มาสะท้อนมุมมองให้ฟังถึงอนาคตพืชจีเอ็มภูมิภาคอาเซียนในแงมุมต่างๆ ตั้งแต่ภาคการผลิต การบริโภค รวมไปถึงนโยบายภาครัฐของแต่ละประเทศมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางพืชจีเอ็ม
 
                       ที่น่าสนใจคือการสะท้อนมุมมองประเทศไทยต่อกรณีพืชจีเอ็มของ ดร.แรนดี้ ฮัวเต้ นักวิชาการและผู้ประสานงานจากหน่วยงานพัฒนาพืชเทคโนโลยีชีวภาพสากล ที่ระบุถึงสาเหตุที่ประเทศไทยยังไม่ยอมรับพืชจีเอ็มนั้นน่าจะมาจาก 2 กรณี 
 
                       ประการแรกประเทศไทยนั้นถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก จึงทำให้มีพันธุ์พืชพื้นเมืองเป็นจำนวนมากและมีความหลากหลายมากที่สุด นับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน ทำให้ประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องการจะอนุรักษ์พืชพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้เอาไว้ เพราะหากพืชจีเอ็มเข้ามาแล้วเกรงว่าพืชพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้จะสูญสลายไป 
 
                       ส่วนอีกประการคือประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรไปยังสหภาพยุโรปมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี ในขณะที่ตลาดยุโรปนั้นก็ปฏิเสธสินค้าเกษตรที่ผลิตจากพืชจีเอ็ม ทำให้ประเทศไทยมีความกังวลต่อกรณีดังกล่าว จึงไม่ยินยอมให้มีพืชจีเอ็มเข้ามาสู่ในแปลงปลูกหรือส่งเสริมเกษตรกรในการปลูกพืชจีเอ็มโอ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและพม่า ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรเช่นเดียวกับไทย กลับยอมรับพืชจีเอ็มและภาครัฐเองก็ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกันแล้ว ยกเว้นสปป.ลาวที่เทคโนโลยียังก้าวไม่ถึงจุดนี้ เนื่องจากมีพื้นที่ภาคการเกษตรอันจำกัด
 
                       มุมมองของ ดร.แรนดี้ ที่ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่าอนาคตไม่อาจปฏิเสธได้ทุกประเทศที่มีพื้นฐานภาคการเกษตรจะต้องยอมรับเทคโนโลยีชีวภาพ เพียงแต่ต้องหาจุดลงตัวให้ได้ระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา ไม่เช่นนั้นจะเป็นได้แค่ผู้ตามหรือผู้บริโภคอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีโอกาสอยู่ในฐานะผู้ผลิตที่จะมากำหนดปริมาณอาหารหรือมีอำนาจการต่อรองในเรื่องราคาและต้องยอมรับกันเสียทีว่าการบริโภคอาหารทุกวันนี้ล้วนแต่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มทั้งสิ้น ทั้งการบริโภคทางตรงและทางอ้อมที่ผ่านการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดหรือถั่วเหลือง โดยเฉพาะพืชวัตถุดิบที่มีแหล่งปลูกในอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ที่ทุกวันนี้เป็นผลผลิตมาจากพืชจีเอ็มทั้งสิ้น
 
                       นี่เป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนมุมมองพืชจีเอ็มต่อประเทศไทยของนักวิชาการต่างชาติ อาทิตย์หน้าจะมาว่ากันต่อในเรื่องทิศทางพืชจีเอ็มในภูมิภาคอาเซียนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ !
 
 
 
 
-------------------------
 
(ทำกินถิ่นอาเซียน : อาเซียนมองไทยกรณี 'พืชจีเอ็ม' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)