ไลฟ์สไตล์

'รินหลวงโมเดล'มากการอนุรักษ์ต้นน้ำ

'รินหลวงโมเดล'มากการอนุรักษ์ต้นน้ำ

25 ส.ค. 2558

'รินหลวงโมเดล' มากการอนุรักษ์ต้นน้ำ

          ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภารกิจหลักของการประปานครหลวง (กปน.) คือผลิตน้ำประปาจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ แต่เมื่อ กปน.เริ่มทำโครงการ “การประปานครหลวงรักษ์ป่าต้นน้ำ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยความร่วมมือกับหน่วยงานจากภาครัฐ อาทิ กรมป่าไม้ อุทยานแห่งชาติผาแดง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 กองกำลังผาเมือง หน่วยงานในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คณะกรรมการลุ่มน้ำปิง และประชาชนในชุมชนบ้านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงเกิดคำถามที่น่ากังขาสำหรับคนทั่วไปขึ้นมาว่า ...“การประปานครหลวงมาเชียงใหม่ทำไม?”

         เนื่องจากปัจจุบันป่าไม้บริเวณพื้นที่ต้นน้ำถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความแห้งแล้ง และขาดแคลนน้ำตามแหล่งน้ำทางธรรมชาติแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำดิบของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักที่ กปน.นำมาใช้ผลิตน้ำประปาหล่อเลี้ยงชาว กทม. นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น กปน.ในฐานะองค์กรปลายน้ำที่มีการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ จึงจัดทำโครงการ “การประปานครหลวงรักษ์ป่าต้นน้ำฯ” จากความตั้งใจที่แน่วแน่ที่จะดำเนินการตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาแหล่งน้ำ โดยการเพิ่มพื้นที่และฟื้นฟูป่าไม้ต้นน้ำ และสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการเก็บกักน้ำ ช่วยให้ป่าและดินเกิดระบบนิเวศที่สมดุลและยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่ 4 แล้ว

         โดยเลือก ชุมชนบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินโครงการ เนื่องจากชุมชนบ้านรินหลวง เป็นชุมชนต้นน้ำของลุ่มน้ำแม่ปิง อันเป็นต้นน้ำของ กปน. และคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าลีซอที่เดิมบุกรุกและตัดไม้ทำลายป่า เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง จนทำให้ในช่วงฤดูฝนมักจะเกิดน้ำหลาก ส่งผลให้โรงเรียนบ้านรินหลวงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากที่ตั้งเป็นแอ่งกระทะ

         ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กปน. โดยพนักงานร่วมกับคนในพื้นที่ได้คืนต้นไม้ให้แก่ป่าไปแล้วกว่า 5.5 หมื่นต้น ฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำกว่า 400 ไร่ และสร้างฝายชะลอน้ำไปแล้วกว่า 500 ฝาย แต่นั่นก็ยังไม่น่าภาคภูมิใจเท่ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชาวชุมชนบ้านรินหลวง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้รู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของป่าต้นน้ำ การพัฒนาโรงเรียนบ้านรินหลวง ตั้งแต่การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน สร้างแนวป้องกันน้ำท่วม สร้างลานอเนกประสงค์ ลานกีฬา การสร้างระบบประปาเพื่อให้มีน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องกรองน้ำ ขุดบ่อน้ำ สร้างหอสูง ปรับปรุงบ่อน้ำผุด ที่คนในชุมชนสามารถดูแลรักษากันเองได้ รวมถึงการปรับปรุงและสร้างอาคารเรียน โดยเฉพาะการสร้าง เรือนวัฒนธรรม การประปานครหลวงอุปถัมภ์ ภายในโรงเรียน เพื่อเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม สำหรับทำกิจกรรมและแสดงความสามารถของเด็กนักเรียน ทำให้กล้าแสดงออกและภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง จากที่เคยเป็นเด็กดอยที่เขินอาย กลายเป็นเด็กดอยที่กล้าพูดคุย กล้าเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่ๆ คณะจิตอาสาหรือคนภายนอกมากขึ้น รู้จักการเป็นผู้ให้ ผู้สร้างรอยยิ้มอย่างเต็มใจให้แก่ผู้อื่น ทั้งยังค่อยๆ ซึมซับแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว โดยจะรบเร้าคุณครูขอกล้าไม้ไปปลูกที่บ้าน และช่วยกันดูแลต้นไม้ภายในโรงเรียนอย่างตั้งใจ อีกทั้งผลการเรียนยังมีพัฒนาในทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

         “ถ้าไม่มีการประปานครหลวงในวันนั้น... ก็ไม่มีบ้านรินหลวงในวันนี้” ดร.วิภาดา วิระกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านรินหลวงได้กล่าวไว้ หลังจากที่ กปน.เข้าไปพัฒนาโรงเรียนบ้านรินหลวงอย่างต่อเนื่อง จนเป็น “รินหลวง โมเดล” ต้นแบบของการพัฒนาที่มากกว่าการอนุรักษ์ต้นน้ำ ส่งผลให้หน่วยงานภายนอกยื่นมือเข้ามาช่วยพัฒนาโรงเรียนอีกแรง และพร้อมพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมได้เป็นอย่างดี กิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงการรักษาป่าต้นน้ำเท่านั้น แต่เป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ของ กปน. และบ้านรินหลวง ให้เปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกันที่คอยดูแลกันและกันเสมอมา มีมิตรภาพดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างคนต้นน้ำและคนปลายน้ำ เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถกระตุ้นความ คิดสร้าง คิดรักษา คิดใช้ประโยชน์ และอยู่กับธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง ช่วยพัฒนาให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืนตลอดไป...