ไลฟ์สไตล์

 การศึกษา"สร้างคน"คน"สร้างชาติ"(1)

การศึกษา"สร้างคน"คน"สร้างชาติ"(1)

21 ก.ค. 2552

“ปี 2552 จุดเปลี่ยนหรือจุดเริ่มต้น ? การพัฒนาคุณภาพอุดมศึกษาไทย” มีนัยสำคัญในการตั้งโจทย์ให้สังคมทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในมุมมองของแต่ละภาคส่วน ไปพร้อมกับการจัดงาน “2552 ปีแห่งคุณภาพการอุดมศึกษาไทย”

ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2552 ข้อเขียนนี้เป็นเพียงมุมมองส่วนเล็กๆ จากประสบการณ์ของผู้เคยใช้บัณฑิต และการจัดการศึกษาในการผลิตคนให้สังคม หวังว่าจะเป็นเพียงมิติแนวคิดในระดับจุลภาคที่อาจจะเสริมบางส่วนของกระบวนทัศน์ระดับมหภาคได้บ้าง

 คุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไม่ใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะในปีนี้เท่านั้น แต่เป็นปีรณรงค์ให้เกิดส่วนร่วมในการพัฒนา เพราะมาตรฐานและคุณภาพของมหาวิทยาลัยไทยพัฒนามาเป็นลำดับ แม้ว่าจะค่อนข้างช้าก็ตามที แต่หลายมหาวิทยาลัยต่างได้รับการยอมรับให้ติดอันดับมหาวิทยาลัยดี มีคุณภาพจากหลายมิติ ในระดับเอเชียและระดับโลก นั่นคือ ความสำเร็จของการอุดมศึกษาไทยในระดับหนึ่งต้องช่วยกันชื่นชม นับเป็นต้นแบบที่อาจนำมาประยุกต์การบริหารจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยอื่นได้ไม่น้อยทีเดียว

 ระดับอุดมศึกษาของไทย นับได้ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนในระบบการศึกษาท้ายสุด เพื่อให้มีความรู้ มีปัญญา มีทักษะในการประกอบอาชีพ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และยังต้องผลิตบัณฑิตระดับต่างๆ ออกไปให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม 4 ปีในระดับปริญญาตรีจึงเป็นช่วงระยะเวลาอันสั้น จะต้องบูรณาการทั้ง "การศึกษา สมอง ทักษะและจิตใจ" เข้าไปให้แก่ "บัณฑิตทุกคน" จึงเป็นภารกิจที่สำคัญและยากยิ่งนัก

 หากภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับบริบทของคุณภาพการอุดมศึกษาไม่ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เพื่อปฏิรูปหรือบริหารจัดการคุณภาพให้สอดคล้องกับ “การศึกษาสร้างคนเพื่อเอาไปสร้างชาติ” คงพัฒนาคุณภาพได้ยาก มุมมองนี้จะส่องตรงไปยังการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอุดมศึกษาและผู้ประกอบการ ซึ่งใช้บัณฑิต รวมถึงนโยบายของรัฐ (ฝ่ายการเมือง) เพียงบางส่วนที่จะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาไทย

 บริบทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะด้วยเหตุผลของการพัฒนาการศึกษาไทย ที่แฝงไว้ด้วยเหตุผลทางการเมืองอยู่บ้าง ในการจัดตั้งทบวงมหาวิทยาลัยแยกออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการเมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นสมมติฐานที่ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายการศึกษาเห็นพ้องกันเพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการบริหารจัดการในการพัฒนาคนที่มากกว่า 10 ล้านคน ได้โฟกัสเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งต่อไปยังทบวงมหาวิทยาลัยอย่างมีคุณภาพ ทำให้หน่วยงานหลักประกอบไปด้วย สภาการศึกษาแห่งชาติ(สกศ.) ทำงานเชิงนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา ฯลฯ ส่วนระดับอุดมศึกษา เป็นภารกิจของทบวงมหาวิทยาลัย นับว่าชัดเจนในภารกิจ

 ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักการศึกษาอีกนั่นแหละที่มาชำแหละการศึกษาไทยว่า ความเป็นเอกภาพทางการศึกษาไม่เกิด ไม่เชื่อมโยงกัน จึงทำให้คุณภาพการศึกษาไทยอ่อนด้วย มีจุดอ่อนมากมาย ส่งผลให้เกิด พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในการยุบรวม หน่วยงานเชิงนโยบาย คือ สภาการศึกษาแห่งชาติ ทบวงมหาวิทยาลัย เข้ามารวมอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการอีก โดยตั้งสมมติฐานอีกเช่นกันว่า "หากนโยบายชัดเจน เป็นเอกภาพ การปฏิบัติพึงต้องเป็นเอกภาพ เชื่อมโยงกันได้ในการจัดการศึกษาทุกระดับให้มีคุณภาพสู่ความเป็นเลิศได้" หมายความว่า การแยกกันทำงาน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ไม่ได้ดังเป้าหมาย ก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง

 ถึงวันนี้ จากปี 2542 เป็นต้นมา 10 ปี ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็คงเห็นแต่การปฏิรูปโครงสร้างยกระดับเป็น 5 แท่งของสายงานในระดับกระทรวง และการแยกเขตพื้นที่การศึกษากระจายอำนาจออกไป แต่ก็ยังคงมีข้อเรียกร้องจะแยกเป็นเขตพื้นที่ การศึกษาระดับประถมและมัธยมออกจากกัน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างการศึกษานอกโรงเรียนให้มีฐานะสูงขึ้นหรือเทียบเท่า 5 แห่งอีก จึงล้วนแล้วแต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างกันไม่จบสิ้น หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ไม่อำนวยให้เกิดผลต่อ "คุณภาพการศึกษา" เพราะไปเน้นที่ "โครงสร้าง" คงต้องร่าง “พ.ร.บ.คุณภาพการศึกษาไทย” มาบังคับใช้กระมัง

  0 ดร.วิชัย  พยุคฆโส 0
  คณบดีคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
    [email protected]