
พิษแล้ง-ราคาหมูขยับจับตา'วิกฤติชั่วคราว?'
พิษแล้ง-ราคาหมูขยับจับตา'วิกฤติชั่วคราว?' : ดลมนัส กาเจรายงาน
หากดูข้อมูลจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติพบว่าราคาสุกร หรือหมู ณ หน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปี 2558 เพิ่มขึ้นมาแล้ว กก.ละ 10 บาท จะเห็นได้ว่าราคาหมูช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ราคาอยู่ที่ กก.ละ 58-63 บาท พอมาเดือนเมษายน ราคาเริ่มขยับขึ้นอยู่ที่ กก.ละ 60-65 บาท มาในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นอีก กก.ละ 62-66 บาท ถัดมาเดือนมิถุนายน ราคา กก.ละ 64-69 บาท ส่วนเดือนกรกฎาคม ราคา กก.ละ 65-70 บาท
ล่าสุดปรับในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม ปรับอีกอยู่ที่ กก.ละ 67-71 บาท แต่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 68-72 บาท ส่วนลูกสุกรขนาดตัวละ 16 กก. ราคาที่ตัวละประมาณ 2,000 บาท ขณะที่ราคาหมูสามชั้นที่ขายส่งในในตลาดไท กลับปรับราคาลดลง เหลือ กก.ละ 110-115 บาท จาก 118-120 บาท/กก. เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงสวนทางกับปริมาณเนื้อหมูที่มีปริมาณเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานสหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด และประธานชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่องปีนี้ ถือว่าเป็นแล้งยาวนานและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำสะอาด ส่งผลให้หมูโตช้า และสิ่งที่ตามมาคือปริมาณหมูออกสู่ตลาดน้อย
“ปกติช่วงแล้งจัดสุกรจะโตช้าอยู่แล้ว เพราะกินอาหารได้น้อย แต่ปีนี้แล้งนานมาก เกษตรกรต้องแบกต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะต้องซื้อน้ำสะอาดมาใช้ในฟาร์มยาวกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่แล้งจัดจนต้องซื้อน้ำมาใช้ในฟาร์มมากกว่าทุกปี” นายเสน่ห์ กล่าว
นอกจากที่ผู้เลี้ยงหมูขาดแคลนน้ำแล้ว ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยเฉพาะข้าวโพด และรำข้าวยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากผลกระทบภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตออกมาน้อย ส่งผลให้ราคาข้าวโพดสูงขึ้นจากเดิมมีราคา กก.ละ 9.40 บาท เพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 10.80 บาท ส่วนราคารำข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 12 บาท จากเดิมราคาอยู่ที่ กก.ละ 9 บาท ทางสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรฯ พยายามหาทางช่วยสมาชิกโดยการใช้มันสำปะหลังทดแทน แต่ก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"เมื่อผู้เลี้ยงต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาทำให้ราคาหมูต้องขยับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันราคาหมูหน้าฟาร์มอยู่ที่ กก.ละ 65-68 บาท แต่กระนั้นผู้บริโภคไม่ต้องกังวลกับราคาที่ปรับขึ้น เนื่องจากเป็นการขึ้นในช่วงสั้นๆ และมีโอกาสที่จะปรับตัวลงในช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ผมขอยืนยันว่า ราคาสุกรที่ปรับขึ้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไม่ได้ฉวยโอกาส แต่ต้นทุนสูงขึ้นจริงๆ เพราะภัยแล้งยาวกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากผลผลิตข้าวโพดและรำข้าวเข้าสู่ภาวะสมดุลน่าจะทำให้สถานการณ์ของผู้เลี้ยงสุกรปรับตัวดีขึ้น” ประธานชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าว
สอดคล้องกับการยืนยันของ นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ที่ระบุว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมารุนแรงตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคม ทำให้หลายพื้นที่ประสบกับภาวะน้ำแล้ง เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจึงไม่สามารถนำสุกรเข้าเลี้ยงได้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากน้ำไม่สะอาดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพสุกรที่เลี้ยง ขณะที่ความต้องการของตลาดมีไม่มากนัก ผู้เลี้ยงจึงตัดสินใจไม่นำลูกสุกรรอบใหม่เข้าเลี้ยง ส่งผลให้เกษตรกรที่ทำฟาร์มพ่อ-แม่พันธุ์จำเป็นต้องตัดวงจรการผลิตด้วย เพื่อลดปริมาณลูกหมูและลดต้นทุน แม้จะมีการปลดพ่อ-แม่พันธุ์มาเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว แต่เพราะความแห้งแล้งทำลูกสุกรขายไม่ได้
“ปกติหมูจะกินน้ำเป็น 3 เท่าของปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวัน เมื่อขาดน้ำ การกินอาหารจึงลดลงไปด้วย ทำให้สุกรเติบโตช้ากว่าปกติ การสร้างภูมิคุ้มกันลดลง ตอนนี้มีปริมาณการผลิตหมูลดลง ขณะที่ราคาวัตถุดิบที่จะผลิตเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังถีบตัวสูงขึ้นมาก ที่สำคัญทางจีนรับซื้อข้าวโพดอาหารสัตว์ไปทั้งหมด ส่งผลให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นมา เมื่อผู้เลี้ยงหมูต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหมูขยับขึ้นด้วย” นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าว
สำหรับวัตถุดิบสำหรับที่จะผลิตอาหารสัตว์ ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่า มีราคาเฉลี่ยของเดือนกรกฎาคม 2558 นั้น ข้าวโพดอยู่ที่ กก.ละ 10.75 บาท, รำสดราคา กก.ละ 11.64 บาท, กากถั่วเหลือง กก.ละ 15.10 บาท, ปลายข้าว กก.ละ 10.38 บาท, ปลาป่น กก.ละ 36.85 บาท และ มันเส้น กก.ละ 7.74 บาท
ขณะที่ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มลดลง โดยมีการซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา รอบส่งมอบเดือนกันยายน ปรับตัวลดลง อยู่ที่ 350.17 เซนต์/บุชเชล เนื่องจากสภาพอากาศของสหรัฐอเมริกามีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก กอปรกับมีการคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีมากขึ้น แนวโน้มคาดว่าราคาข้าวโพดในประเทศน่าจะทรงตัว (กรุงเทพธุรกิจ 10 ส.ค.58)
จากการที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาต้นทุนที่สูง อันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำสะอาด และราคาอาหารที่สูงขึ้นนั้น ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะปรับน้ำหนักการคิดต้นทุนในส่วนของค่าอาหารและค่าน้ำเพิ่มให้สำหรับสุกรมีชีวิต เนื่องจากมีหลายพื้นที่มีต้นทุนการจัดหาน้ำให้สุกรที่เพิ่มขึ้น โดยการปรับน้ำหนักการคำนวณใช้ในไตรมาส 3 ของปีนี้
อย่างไรก็ตาม แม้แกนนำผู้เลี้ยงสุกรในนามชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ จะยืนยันว่า ราคาหมูจะขยับขึ้นเพียงชั่วคราว จนกว่าจะมีแหล่งน้ำสะอาด แต่โดยประสบการณ์แล้วคืออาหารสัตว์ก็เหมือนกับสินค้าชนิดอื่น เมื่อมีการปรับขึ้นแล้วมักจะขึ้นเลย ดั่งสายน้ำไหลที่ไม่มีวันหวนกลับ แม้วัตถุดิบจะลดลงก็ตาม ฉะนั้นเกษตรกรยังต้องแบกต้นทุนสูงเหมือนเดิม



