
หนุ่มสุโขทัยติดหวัดตายอีกเพชรบุรียันผลตรวจผู้เสียชีวิต
สสจ.ลำปาง เปิดเว็บไซต์รายงานสถานการณ์โรคหวัดใหญ่ 2009 อภิสิทธิ์จี้ สธ.รายงานตัวเลขแพร่ระบาดหวัด2009ตลอด สธ.ยัน ตัวเลขผู้ป่วยนอกแห่ขอตรวจหวัดสายพันธุ์ใหม่ รพ.ในสังกัดลดลงแล้ว เหตุประชาชนเริ่มเข้าใจมากขึ้น แจงกรณี ชวน ล้วงลูก แค่โทรถามสถานการณ์ เพราะเป
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ นายธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หลังพบตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้รับรายงานมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในพื้นที่แล้ว 1 ราย โดยสาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ มีผู้ป่วย 162 ราย รอผล 43 ราย หายแล้ว 5 ราย รักษาตัวที่บ้าน 28 ราย กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 10 ราย
นอกจากนี้ยังพบว่า มีผู้เสียชีวิตจาการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 โดยผลยืนยันจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.พิษณุโลก แล้ว 1 ร าย ซึ่งเป็นชายอายุ 28 ปี มีภูลำเนาบ้านดงคู่ อ.ศรีสัญชนาลัย จ.สุโขทัย โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นชาว จ.สุโขทัย แต่เดินทางมารักษาตัวที่ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ในอาการที่สาหัสและทรุดหนัก แพทย์ทำการรักษาเพียง 5 วันก็เสียชีวิต โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน และสุขภาพร่างกายแข็งแรง ทาง สสจ.อุตรดิตถ์ จึงแจ้งผลการตรวจอาการ และภูมิลำเนาของผู้ป่วยให้กับ สสจ.สุโขทัย ได้รับทราบ เพื่อจะได้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ควบคุมการแพร่ระบาดของโรค แนะนำการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะคนในครอบครัว ผู้ที่ใกล้ชิดสัมผัสกับผู้ป่วย
นายธวัชชัย กล่าวว่า พื้นที่พบผู้ป่วยเสียชีวิตไข้หวัดใหญ่ 2009 อยู่ติดกับ จ.อุตรดิตถ์ จำเป็นต้องมีการเพิ่มมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง โดยรายที่เสียชีวิต เป็นชายยังหนุ่ม แต่ที่ต้องเสียชีวิตเพราะตัดสินใจมารักษาตัวที่โรงพยาบาลช้า ดังนั้น แนวทางในการรักษาตัวมีไข้ติดต่อกัน 2 วัน ให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ส่วนสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีประชาชนไปใช้บริการแต่ละวันจำนวนมากๆ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม สถานบันเทิง สถานีขนส่ง ร้านเกมส์ ร้านอาหาร เป็นต้น ยังคงให้เฝ้าระวังด้วยการทำความสะอาดเป็นประจำทุกวัน และจัดเจลล้างมือไว้บริการประชาชนทุกๆคน หากหน่วยงานใดมีผู้ป่วยไข้หวัด เบื้องต้นให้หยุดเรียนและหยุดงาน พร้อมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
สสจ.ลำปางเปิดเว็บไซต์รายงานหวัด09
นายแพทย์ศิริชัย ภัทรนุธาพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ประชาชนชาวลำปาง สามารถเข้าไปติดตามสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของจังหวัดลำปางได้ นอกจากมียังมีการให้ข้อมูลแนะนำการป้องกันโรคดังกล่าว ทางเวปไซต์ www.lampanghealth.com ได้แล้ว ซึ่งทางสาธารณสุขจังหวัดลำปางด้จัดทำเวปไซต์ ขึ้นมา เพื่อรายงานสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในจังหวัดลำปาง
สำหรับข้อมูลผู้ป่วยในจังหวัด จะมีการเพิ่มข้อมูลทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ จากการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของจังหวัดลำปาง ทำให้ขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 26 ราย แล้ว โดยแบ่งเป็นเพศชาย 11 ราย เพศหญิง 15 ราย และมีอายุระหว่าง 11 - 58 ปี
และ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ของจังหวัดลำปาง จะเป็นนักเรียนมากที่สุด รองลงมา คือ นักศึกษา และประชาชนวัยทำงานทั่วไป ซึ่งจากการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในพื้นที่จังหวัด จังหวัดลำปางพบผู้ป่วยกระจายใน 7 อำเภอ และเข้ารักษาตัวตามโรงพยาบาลของรัฐ ในเขต อ.เมือง วังเหนือ แม่พริก แม่ทะ งาว เมืองปาน และเถิน ซึ่งพบผู้ป่วยมากที่สุด นอำภอเมือง ส่วนในอีก 6 อำเภอของจังหวัด ได้แก่ อ.แจ้ห่ม ห้างฉัตร เกาะคา สบปราบ เสริมงาม และแม่เมาะ ยังไม่พบประชาชนในพื้นที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว
สสจ.เพชรบุรียันผู้เสียชีวิตติดหวัด
เมื่อเวลา 15.30 น.ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุข จ.เพชรบุรี นายแพทย์เพชรฤกษ์ แทนสวัสดิ์ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.เพชรบุรี ได้เปิดแถลงข่าวหลังผลการตรวจพบว่าผู้ที่เสียชีวิตใน อ.บ้านแหลม ว่า หลังจากที่ได้นำเสมหะนางประนอม ไทยประดิษฐ์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/6 ม. 4 ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม ที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพชรรัชต์ เมื่อบ่ายวันที่ 19 กรกฎาคม 2552 ไปตรวจผลออกมาแล้วว่า พบเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยผู้เสียชีวิตนอกจากจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้ว ยังมีปัจจัยที่เสี่ยงต่อชีวิต คือ เป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง และยังมีร่างกายที่อ้วน โดยมีน้ำหนักถึง 114 กิโลกรัม และไม่ทราบว่าผู้ตายติดเชื้อมาจากแหล่งใด
นายสวาท ฉิมพาลี สาธารณสุข อ.บ้านแหลม เผยว่า หลังทราบว่ามีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ในพื้นที่รับผิดชอบเสียชีวิต ทางสาธารณสุขได้ร่วมกับเทศบาล ต.บ้านแหลม ผู้ใหญ่ กำนัน ในพื้นที่ รวมทั้ง อสม.เข้าไปควบคุมดูแลญาติผู้เสียชีวิตทุกคน รวมทั้งผู้ที่คาดว่าจะสัมผัสผู้ที่เสียชีวิตด้วย จะมีการเฝ้าระวังตลอด ทั้งการตรวจวัดอุณหภูมิ เฝ้าสังเกตอาการ ทุกวัน จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดติดเชื้อ นอกจากนั้นยังให้คำแนะนำประชาชนให้พื้นที่ ในการให้ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างต่อเนื่อง
อภิสิทธิ์จี้สธ.รายงานตัวเลขแพร่ระบาดหวัด2009ตลอด
ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ตนเฝ้าดูตัวเลขการแพร่ระบาดอยู่ตลอด และตั้งใจว่าจะรอดูอีก 1 - 2 วัน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น หลักในการบริหารคือทำอย่างไรให้มีชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อ ซึ่งเราก็ต้องดูว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และดูตัวเลขผู้ที่ไปรักษาตัวในสถานพยาบาลว่ากำลังของสถานพยาบาลเพียงพอต่อการรองรับหรือไม่ โดยตนให้กระทรวงสาธารณสุขรายงานเข้ามาทุกวัน
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการแจกคู่มือการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไว้หวัดสายพันธุ์ใหม่ให้ประชาชนเป็นวันแรก ว่า จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น เพราะบางทีการพยายามไปเรียกร้องคำตอบแค่คำเดียวว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรง ก็จะเกิดความสับสน แต่พอมีคู่มือก็จะได้คำตอบว่ารุนแรงเพราะอะไร ไม่รุนแรงเพราะอะไร ทั้งนี้คิดว่าความเข้าใจจะป็นตัวที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ดังนั้นหลังมีคู่มือออกมา ก็จะเป็นทางหนึ่งให้ประชาชนเริ่มมีความเข้าใจต่อเรื่องนี้ดีขึ้น
" เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม เท่าที่ผมฟังจากกระทรวงสาธาณสุข ก็บอกว่าความเข้าใจเริ่มดีขึ้น " นายกฯกล่าว เเละ ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องติดตามว่ามีปัญหาการดื้อยาหรือไม่ เพราะประสบการณ์ของไวรัสในลักษณะนี้มันมีกรณีเกิดการกลายพันธุ์ หรือการระบาดรอบ 2 และรอบ 3 ที่รุนแรงกว่า จึงต้องจับตาดูเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามการให้ยาของเราที่ผ่านมา น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องนี้มีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหลายๆ แห่ง แต่เราก็ต้องยอมรับว่าถ้าเกิดการดื้อยา ซึ่งในต่างประเทศเริ่มมีแล้ว แต่ยังไม่มีเรื่องการกลายพันธุ์ก็ต้องระวัง เพราะการเดินทางไปมาของคนยุคนี้มีมาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เฝ้าระวังโรคหวัดหมูไปควบคู่กันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องโรคหวัดหมู ครม. ได้อนุมัติแผนป้องกันไปแล้ว ซึ่งเราก็ต้องเฝ้าระวังและเตรียมการให้ดีที่สุด แต่สำหรับเรื่องวัคซีน และยาในกรณีที่เกิดการกลายพันธุ์ ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เชี่ยวชาญที่จะคิดค้นเรื่องนี้มาให้ทันกาล เพราะตอนนี้ขนาดวัคซีนตัวปัจจุบันก็ยังไม่เรียบร้อย ทั้งนี้ในการเตรียมสำรองวัคซีน โดยหลักต้องคำนวนตามสัดส่วนประชากร ซึ่งไทยจองไว้ 2 ล้านโดส ซึ่งเกิดจาดสัดส่วนดังกล่าว อย่างไรก็ตามต้องให้กับคนที่จำเป็นก่อน
สธ.ยันตัวเลขผู้ป่วยนอกแห่ขอตรวจหวัดสายพันธุ์ใหม่ลดลง
ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเวลา 11.00 น. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ และ นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้เชิญสื่อมวลชนประจำกระทรวงสาธารณสุขทุกแขนงหารือเรื่อง “ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ”
นายวิทยา กล่าวว่า จากการนำเสนอข้อมูลโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านมา เห็นว่าขณะนี้คนเริ่มสำลักข้อมูลและสับสน แต่จากนี้จะเริ่มต้นใหม่เพื่อให้ข้อมูลกับประชาชน เริ่มต้นจากคู่มือป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 สำหรับประชาชนที่จะเริ่มแจกในวันนี้ พร้อมกันนี้ยังจะให้ผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้านออกมาให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องในประเด็นที่สงสัยและเป็นปัญหา อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ข้อความที่ว่า “ คนป่วยไข้หวัดต้องอยู่กับบ้าน ” ที่กระทรวงส่งถึงประชาชนที่ผ่านมาไม่แรงพอ ดังนั้นจะต้องย้ำมากขึ้นเพื่อให้เกิดการปฏิบัติ ป้องกันการแพร่กระจายโรคมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา พบว่าจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลแต่ละแห่งเริ่มลดลงแล้ว เข้าใจว่าความตื่นตระหนกเริ่มลดลง ประชาชนเริ่มเข้าใจมากขึ้น และมีแนวโน้มที่เข้าสู่ภาวะที่ต่างจากปกติไม่มากนัก
“เช้านี้ผมได้พูดคุยกับ พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี พบว่าตัวเลขคนเข้ารักษาพยาบาลเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งวันที่ประชาชนตื่นตระหนกมากๆ ตัวเลขจะเพิ่มเป็นเท่าตัว แต่เมื่อวันวานตัวเลขก็ออกมาในระดับเกือบปกติกับตัวเลขผู้ป่วยไข้หวัดทั่วไปแล้ว เข้าใจว่าประชาชนเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าข้อแนะนำที่กระทรวง บอกไว้ว่าใครป่วยให้กลับบ้านจะลดการแพร่เชื้อได้ ” รมว.สาธารณสุข กล่าว
นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความกังวลต่อปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นั้น ขอชี้แจงว่าเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรค ทุกคนก็ต่างกังวล รวมทั้งนายชวนด้วยที่ได้โทรมาพูดคุยกับตนเป็นระยะ แต่ที่มีข่าวว่าถึงกับเรียกประชุม 3 กระทรวงนั้น ขอเรียนว่า ไม่ใช่ แต่เป็นข้อเสนอของคนอื่นที่ขอให้จัดขึ้นและเชิญนายชวนเข้าร่วมด้วย ซึ่ง 3 กระทรวงที่หารือร่วมกัน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนจำนวนมาก
ต่อข้อซักถามว่า การทำงานของกระทรวงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มองว่ามีอะไรที่ผิดพลาดบ้าง นายวิทยา กล่าวว่า ยอมรับว่ามีบ้าง ซึ่งในด้านข้อมูลวิชาการก็มี อาทิ ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต ปัญหาการกลายพันธุ์ของตัวเชื้อ และการดื้อยา เป็นต้น ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกตกใจ แต่ก็เป็นไปตามข้อมูลวิชาการที่ได้รับ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคใหม่จึงยังไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง อย่างเช่น การให้ยาโอเซลทามีเวียร์มีการปรับแนวทางการให้ยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงแรกจะยังไม่ให้ยากับผู้ป่วยที่เพิ่งมีอาการป่วย แต่ขณะนี้ได้ปรับการสั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังทันทีโดยไม่ต้องรับการตรวจเพื่อป้องกัน
นายวิทยา กล่าวว่า ที่ยังกังวลคือ ผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการและเดินเข้ารักษาที่คลินิกใน 1-2 วันแรก เพราะถ้ารักษาแล้วไม่หายผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะกลับไปหาหมอที่คลินิกใหม่ ดังนั้นแทนที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาโดยเร็ว เวลาก็เลยไปถึง 4 วันแล้วกว่าจะไปโรงพยาบาล ซึ่งคลินิกเหล่านี้ไม่มียาโอเซลทามีเวียร์จึงไม่สามารถสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยได้ โดยจะให้การรักษาเหมือนกับไข้หวัดปกติทั่วไป ดังนั้นหากใครรักษาที่คลินิก 1-2 วันแล้ว ไข้ไม่ลดลงก็ขอให้ไปโรงพยาบาลเลย และแจ้งให้แพทย์ที่โรงพยาบาลรับทราบเพื่อที่จะรักษาได้ทันท่วงที
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดไม่ใช้ อสม. ซึ่งเป็นกลไกระบบสาธารณสุขในการป้องกันและคัดกรองผู้ป่วย นายวิทยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความรู้กับ อสม.แล้ว แต่ในเรื่องของการค้นหาผู้ป่วย การคัดกรองผู้ป่วยนั้น ยังไม่ได้ทำ เนื่องจากก่อนหน้านี้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ยังไม่ได้กระจายลงสู่ชุมชนในต่างจังหวัด แต่หลังจากนี้ที่โรคเริ่มแพร่กระจายแล้ว จากนี้กลไก อสม.จะเริ่มเดินแล้วและจะดูว่าบ้านไหนมีใครป่วยด้วยโรคไข้หวัดบ้าง
ส่วนกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากเริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยในวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีการสั่งซื้อและผลิตนั้น นายวิทยา กล่าวว่า เป็นเรื่องทางวิชาการ ซึ่งตนจะให้ผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องวัคซีนเป็นผู้ชี้แจงแทน คือ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านควบคุมป้องกันโรค (นักวิชาการสาธารณสุข 11 ชช.) ( ด้านวิจัย) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้ประสานองค์การอนามัยโลกในความร่วมมือการวิจัยและผลิตวัคซีน นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม และ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เนื่องจากตนไม่อยากให้ถูกดึงเป็นการเมืองว่า มีการทุจริตยาหรือการผลิตวัคซีน เพราะทั้งหมดนี้เป็นเรื่องนอกกระทรวงสาธารณสุข โดยองค์การเภสัชกรรมดำเนินการเองทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ นายวิทยา ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมแพทย์ศาสตร์ศึกษา โดยสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ถึงกรณีที่มีพรรคการเมืองบางพรรคโจมตีปัญหาการควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ว่า ไม่เป็นไรเพราะเป็นการโจมตีรัฐบาล แต่บุคลากรสาธารณสุขยังคงทำงานต่อไป และที่มองว่ารัฐบาลมีนโยบายล่าช้าในการควบคุมโรค เรื่องนี้ก็พยายามให้หลายฝ่ายชี้แจงแล้ว ตั้งแต่การปกปิดข้อเท็จจริงและมาตรการที่นำมาใช้ ไม่ใช่รัฐบาลคิดขึ้นเองลอยๆ เอง แต่เป็นมาตรการที่มีข้อแนะนำทางวิชาการ อย่างไรก็ตามเราก็พยายามรับฟังหลายฝ่าย หากไม่จำเป็นก็อย่าทำให้เป็นเรื่องการเมืองมากนัก
“ทั่วโลกไปอีกอย่างหนึ่ง และการเมืองกลับบิดเบือนข้อมูลอีกอย่างที่สวนทางกับสถานการณ์ที่เป็นจริง อย่างกรณีวัคซีน ขณะนี้ทั่วโลกแย่งกันจองวัคซีน จนไม่มีให้จองแล้ว แต่ถ้าวันนี้มาแนะนำให้ประเทศไทยสละสิทธิ์การจอง ทั่วโลกก็คงหัวเราเยาะเรา ” รมว.กล่าว และว่า โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นคนที่อวดรู้วันนี้กับเรื่องเมื่อ 2 เดือนที่แล้วมันคนละเรื่องกัน ดังนั้นทุกคนต้องติดตามและเรียนรู้โรคไปด้วยกัน
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า จากจำนวนผู้เสียชีวิตยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 24 ราย มีเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ยอมให้ทำการผ่าพิสูจน์ ทำให้องค์ความรู้ที่ได้จากผู้ป่วยเสียชีวิตแทบไม่มี สาเหตุเกิดจากเมื่อมีการนำเสนอข่าว ทำให้ญาติไม่ยอมให้ผ่าพิสูจน์ รีบทำการเผาเลย อย่างไรก็ตามทางกระทรวงจะต้องมีการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นของประเทศไทย เรื่องนี้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ยอมรับว่า มุมมองของกระทรวงและสื่อต่างกัน เพราะกระทรวงต้องให้ข้อมูลที่มีหลักฐานทางวิชาการและเหตุผลประกอบที่ชัดเจน เช่นในรายที่เสียชีวิตก็ต้องชัดเจนก่อน แต่ที่ผ่านมาสื่ออาจมองว่ามันช้าไป
“ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมวิชาการเพื่อประเมินโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มี นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนทั้งในส่วนผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต และข้อมูลทั้งหมด ก่อนนำเสนอต่อสื่อมวลชน ” รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว
นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ยืนยันว่าความรุนแรงของโรคไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่นักวิชาการพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีภาวะโรครุนแรงนั้น ในกลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรงเกิดจากได้รับเชื้อไวรัสในปริมาณมากและลงลึกสู่ปอด ดังนั้นในกลุ่มผู้ป่วยเริ่มแรกหากมีการออกกำลังกายในช่วงดังกล่าว จะทำให้เชื้อลงลึกสู่ปอดได้จากการหายใจในขณะออกกำลังกาย ดังนั้นจึงพบว่า มักพบผู้ป่วยที่มีการอักเสบของปอดในช่วงล่าง เป็นนิวมอร์เนียอย่างที่เห็น ที่เป็นข้อมูลสัมพันธ์กัน
นพ.เรวัต กล่าวต่อว่า จำนวนผู้ป่วยนอกที่มาด้วยอาการไข้หวัดเข้ารักษาในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ จากเดิมที่โรงพยาบาลราชวิถีมีผู้ป่วยจำนวน 500 คนต่อวัน โรงพยาบาลนพรัตน์ 500 คนต่อวัน และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 300 คนต่อวัน แต่ขณะนี้เท่าที่ได้รับรายงานตัวเลขเมื่อเช้านี้ พบว่าเริ่มลดลงแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขที่แน่นอน อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ในจำนวนดังกล่าว 53% เป็นผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการและมาโรงพยาบาลเร็วเกินไปทั้งที่ไม่จำเป็น โดยมีอาการไข้เพียงแค่ 1-2 วันเท่านั้น ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่เสียชีวิตเกิดจากมาโรงพยาบาลช้าไป ดังนั้นหากเราส่งข้อความสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนี้ นอกจากจะช่วยลดผู้ป่วยนอกที่ไม่ควรมาโรงพยาบาลได้ถึง 50% แล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงรับการรักษาโดยเร็ว
ด้าน พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการรักษา จากเดิม 400-500 คน ขณะนี้ลดลงเหลือเพียงแค่ 150-200 คนเท่านั้น และในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเพียงแค่ 4-5 คนเท่านั้น โดยมีผู้ป่วยในสะสม 70 คน ผู้ป่วยนอกสะสม 7,000 คน แต่ทั้งนี้แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยจะเริ่มลดลง แต่ยังไว้ใจสถานการณ์ไม่ได้ยังคงต้องเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผู้ป่วยต่อไป ทั้งยอมรับว่า กังวลต่อปัญหาการแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปยังผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่าทางโรงพยาบาลจะพยายามรณรงค์ให้ผู้ป่วยสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน แต่ยังพบว่ามีผู้ป่วยบางส่วนไม่ยอมใส่หน้าการอนามัยที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้ ทำให้มีโอกาสในการแพร่เชื้อไปยังผู้ป่วยอื่นๆ ทำให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีภาวะโรครุนแรงมากขึ้น



