
ชวนชิม : ชิมอาหารจีนถึงถิ่นนานกิง
16 ส.ค. 2558
ชวนชิม : ชิมอาหารจีนถึงถิ่นนานกิง
ร่วมทริปเดินทางมากับนกสกู๊ตที่เปิดไฟลท์บินกรุงเทพมหานคร(ดอนเมือง) - นานกิง (สาธารณรัฐประชาชนจีน) 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คือ ทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ มาเยือนถึงถิ่นมีโอกาสได้ชิมอาหารจีนในภัตราคารทุกมื้อและจัดมาเต็มโต๊ะจนไม่มีที่วาง ซึ่งนานกิงเป็นเมืองทางตอนใต้ อาหารส่วนใหญ่จะค่อนข้างจืดเน้นผักและผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น จึงไม่ค่อยถูกปากคนไทยที่ติดรสและคุ้นชินอาหารจัดจ้านที่เราทานกันทุกๆ วันที่บ้าน(ยกเว้นผู้เขียน) จนมาถึงในวันที่ 3 ของการเดินทาง ได้มีโอกาสไปเยือนสุสานดร.ซุน ยัตเซ็น ซึ่งอาณาจักรกว้างใหญ่และภายในนี้ก็มีร้านอาหารที่ชื่อ “ต้า ไผ่ ตัง”(Dapaidang)
ที่เพียงก้าวเข้าไปพนักงานต่างตะโกนเสียงดังเป็นการตอบรับว่า "เชิญครับ/ค่ะ เชิญนั่งข้างใน (แปลจากภาษาจีนนะคะ) แล้วก็ร้องว้าว(ในใจ) เพราะด้านไหนตกแต่งด้วยโคมไฟส่องแสงสีเหลืองนวลตาไปทั้งร้าน ในขณะที่โต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้ให้ก็เหมือนกับในหนังและละครจีนเปี๊ยบ เป็นโต๊ไม้สีเหลี่ยม มีเก้าอี้นั่งเป็นไม้เข้าชุด ส่วนใหญ่หนึ่งโต๊ะนั่งได้ 2-4 คน แต่เมื่อเราไปกันคณะใหญ่จึงได้ที่นั่งบริเวณชั้นลอยที่ตั้งโต๊ะไม้กลมที่นั่งกันได้ 8 ที่ต่อหนึ่งโต๊ะ และอีกอย่างที่น่ารักคือพนักงานทุกคนในร้านใส่ชุดจีนแบบโบราณ ผู้ชายกางเกงขาก๋วยสีดำ เสื้อคอจีนแขนยาวสีขาว ในขณะที่ผู้หญิงก็เป็นกางเกงขาก๋วยสีน้ำเงินและเสื้อคอจีนแขนยาวสีขาว บรรยากาศนั่งในโรงเตี๊ยมแบบในหนังเลยล่ะคะ...
เอาละบอกบรรยากาศมาพอสมควรถึงคราได้เวลาทาน ความคิดแรกเข้าใจว่าจะขอนั่งนิ่งๆ เพราะเริ่มไม่ไหวกับอาหารจีน แต่เมื่ออาหารจานแรกมาวางตรงหน้าความคิดหายไป ด้วยหน้าตาน่าทานมากมือจึงจับตะเกียบมาคีบ ต่อมรับรสบอกว่าอร่อย นั่นเองจึงเป็นเหตุให้เราหาชื่อของอาหารจานแรกนั่นก็คือ "ยำเส้นเต้าหู้" ซึ่งใช้เต้าหู้มาทำเป็นเส้นแล้วคลุกเคล้าด้วยซอสเฉพาะให้รสชาติที่กลมกล่อมโรยหน้าด้วยแครอทหั่นลูกเต๋า ผักกวางตุ้งหั่นลูกเต๋า และกระเทียม นั่นเป็นเหตุให้มีใจนึกอยากชิมจากต่อๆ ไป ว่าแล้ว “เป็ดอบเกลือ” ซึ่งถือเป็นอาหารขึ้่นชื่อโด่งดังมากของนานกิง ใครไม่ทานถือว่าไม่ถึง ซึ่งเราก็ได้ทานกันเกือบทุกร้านและถือเป็นของฝากชั้นยอดซื้อหิ้วกลับมาเมืองไทยได้อย่างสบาย เพราะแพ็กกิ้งแบบสุญญากาศถึงไทยแกะออกจากถึงทานได้เลย หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานกับข้าวต้มกุ๊ยร้อนๆ เผลอๆ หมดตัวได้ค่ะ ต่อกันด้วย “ปลาทอดราดซอส” ก็คือปลาจีนที่ทอดมาทั้งตัวแล้วราดด้วยซอสออกหวานๆ เป็นซอสเฉพาะของจีนแน่ ด้วยให้รสชาติคล้ายกัน ราดด้วยน้ำมันงาเล็กน้อยรสชาติกลมกล่อมตามสไตล์
“ไก่แช่พริก” จานนี้เห็นคราแรกนึกว่าซุปเพราะเนื้อไก่ในจานมีน้ำซอสราดมาเกือบท่วมเนื้อไก่ น้่ำซอสออกรสเปรี้ยวหวานและเผ็ดเล็กๆ คนทานเผ็ดไม่เก่งจากนี้ทานได้สบาย เพราะพริกจีนไม่เผ็ดมากเหมือนพริกของไทย แต่ที่แนะนำและต้องสั่งให้ได้เพราะทุกคนที่นั่งด้วยกันต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย...สุดโค้ย...นั่นก็คือ Pork with Glutinous Rice แปลตรงๆ ตัวคือ“หมูอบข้าวเหนียว” รสชาติกลมกล่อมมาก ขอบอกว่าซอสที่ใส่อาหารของร้านนี้มีรสชาติเฉพาะ ไม่จืดหรือเค็ม ให้รสชาติของอาหารโดดเด่นขึ้นมาได้ทุกจาน แล้วพอชิมๆ กันไปได้ยินเสียงบอกมาว่ามันก็คือบ๊ะจ่างแบบที่เราคุ้นชิน แต่มีเพียงหมูสามชั้นชิ้นๆ หนาวางมาบนข้าวเหนียวและคลุกเคล้าด้วยซอสพร้อมเข้าอบ ใครทานหมดจานมีอิ่มตลอดวันได้ ใช่เท่านั้นยังมี หอยต้มไชท้าว, ผัดผักบวบ, ขาหมูย่าง จานนี้ก็อร่อยแนะนำให้ชิมเพราะย่างมาคล้ายหมูกรอบปรุงรสมาพร้อม ซึ่งสังเกตได้ว่าคนจีนชอบทานหมูสามชั้น นำมาทำอาหารนานาชนิดมากกว่าเนื้อหมูชนิดอื่นๆ และเน้นตรงมันในชิ้นหมูมากกว่าบริเวณเนื้อ แต่ถ้าไม่ชอบมันๆ ก็ตัดส่วนเนื้อมาชิมได้อร่อยจริงค่ะ
ยังไม่หมดนะยังมี “ปลาทอดราดงา” เป็นปลาตัวเล็กผ่าเอาไส้ออกจากหมด แล้วชุปแป้งคลุกงานำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ทานร้อนๆ อร่อยกรุบกรอบ อ้อ..ลืมบอกไปค่ะเมนูอาหารจานก่อนที่จะมีอาหารจานหลักมานั้นจะมีออเดิฟมาให้ทานเล่นๆ ก็ ร้านนี้เขาจัด “เฉาก๊วย-แคนตาลูปซอสกุ้ยอวย” มาเสิร์ฟเรา เฉาก๊วยจะขมกว่าบ้านเรามากเหมือนทานยาขมๆ แต่เมื่อตักพร้อมกับแคนตาลูปและซอสที่ราดมาด้วยโอ้..ยกนิ้วโป้งให้ทีเดียว ตัดความขมของเฉาก๊วยไปได้หมด สุดท้ายที่ติดอกติดใจกันมากมายหลายท่านที่ทานอยู่โต๊ะเดียวกันถึงกับระลึกความหลังในวัยเยาว์เมื่อได้ลิ้มรสนั่นก็คือ “ขนมปีใหม่” หรือภาษาอังกฤษที่เขียนกำกับในเมนูว่า Traditional Brown Sugar Rice Cake ซึ่งทุกคนชิมแล้วบอกพร้อมกันว่าหน้าตาแบบนี้ รสชาติแบบนี้ คือ “ขนมกะลอจีี๊” นั่นเอง แต่ที่นี้ตัดแป้งชิ้นใหญ่มาก แล้วคลุกงาขาวนำไปทอด แล้วราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทรายแดงแล้วตั้งไฟทิ้งไว้จนน้ำตาลละลายและสีเข้มนิดหน่อย ทอดมาร้อนๆ ราดน้ำเชื่อมที่เสิร์ฟมาเคียงกัน หมดจานจนต้องร้องสั่งอีกจาน
และทีเก๋ร้านนี้เขาทำอาหารให้เราเห็นชัดๆ ลูกค้าจะเดินไปสั่งตามที่อยากทาน นั่งรอแป๊บเดี๋ยวพนักงานก็เอามาเสิร์ฟ และในระหว่างทานก็จะได้ยินเสียงตะโกนอย่างพร้อมเพียงต้อนรับลูกค้าที่เดินเข้ามาและขอบคุณพร้อมบอกให้กลับมาชิมอีกครั้งตลอดเวลา ขอบอกคนเยอะจริงๆ ที่แน่ร้านนี้ไปไม่ยากจองตั๋วสายการบินนกสกู๊ตเพียงสามชั่วโมงกว่าๆ แล้วต่อรถไปสุสานดร.ซุน ยัตเซ็น มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในนี้ ใช้เวลา 1 วันที่นี่เลย คุ้มค่ะ...



