ไลฟ์สไตล์

'คิดถึงแม่'ช่วง'วันแม่'

'คิดถึงแม่'ช่วง'วันแม่'

15 ส.ค. 2558

“คิดถึงแม่” ช่วง “วันแม่” : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

 
          ผมเชื่อว่าหลายท่านคงยังอยู่ในบรรยากาศที่ชื่นมื่น เต็มอิ่มกับการได้ไปกราบและกอด “แม่” ใน วันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งถือว่าเป็น “วันแม่แห่งชาติ” ตัวผมเอง แม้ “แม่” จะเสียชีวิตไปนานแล้วแต่ก็ได้มีโอกาสไปกราบ “แม่” กับเขาอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่โชคดีได้กอด “แม่” เหมือนกับคนอื่นเขา แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีช่วงหนึ่งครับ ในส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่ผมเติบโตเป็นผู้เป็นคน ดีบ้างไม่ดีบ้างขึ้นมาได้ตราบจนทุกวันนี้ “แม่” มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ผลักดัน “บ่มเพาะทางความคิด” (Incubator) ให้กับผมมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยอันแสนสุข เพราะท่านได้ตีกรอบทั้ง“วิสัยทัศน์” และ “กระบวนทัศน์” ของผม 
 
          รวมทั้งได้วางแผนในระบบการศึกษาของผม (รวมทั้งพี่น้องของผม) ซึ่ง “แม่” ให้ความสำคัญกับการศึกษามากครับ ถ้าลูกคนไหนอยากเรียนอะไรและมีความตั้งใจจริงที่จะลงมือทำในสิ่งใดแล้ว “แม่” ไม่เคยขัด ทั้งยังสนับสนุนให้ลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่โดยไม่ย่อท้อ และ “แม่” มักจะไม่สนใจผลที่ได้รับ เพราะท่านบอกว่าหากทำดีแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นั่นคือจะออกมาดีเสมอ จะเห็นได้จากการที่ท่านทั้งผลักทั้งดันให้ผมไปเรียนที่ “King’s College” และน้องผมไปเรียนที่ “Oxford” จนจบปริญญาเอก และได้ปลูกฝังว่าในการทำกิจการงานใดให้สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ นอกจากจะต้องมีความรู้ความเข้าใจแบบ “ลึกซึ้ง” ถึง “แก่น” แล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ทั้ง “สติ” และ “ปัญญา” มากำกับเสมอ
 
          นอกจาก “สติ” และ “ปัญญา” ยังไม่พอครับ “แม่” ยังย้ำเสมอว่าจะต้องมี “ความเพียร” อันบริสุทธิ์ ประเภท “ไม่ล้มเลิก ก็ไม่ล้มเหลว” และ “ความกตัญญู” ต่อทุกสรรพสิ่งรอบตัวเรา รวมทั้งทุกๆ ผู้คนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จนั้นๆ สำหรับ “แม่” แล้วทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีพระคุณที่เข้ามามีส่วนร่วมในการนำไปสู่ความสำเร็จ ที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจาก “ความกตัญญู” แล้ว “แม่” ยังสอนให้อย่าละเลยที่จะทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม” เพื่อเป็นการตอบแทนคุณต่อสังคมโดยรวม
 
          จะว่าไปแล้ว “แม่” ทำตัวเป็นเยี่ยงอย่างให้ผมเห็นก่อนเสมอครับ “แม่” สอนผมอย่างไรท่านก็ทำอย่างนั้นให้ผมเห็น ดังนั้น ผมจึงไม่เคยสงสัยคำที่ “แม่” สอนเลย เพราะผมได้เห็น “การลงมือทำ” และผมได้เห็น “ผล” ที่ได้รับจากการกระทำนั้น ในความคิด ความทรงจำของผมนั้น “แม่” เป็นคนที่ชอบเรียนมากครับ เมื่อจบ “เตรียมอุดม” ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” แล้วข้ามฟากไปจบ “แพทย์” ที่ “ศิริราช” ผมจึงไม่แปลกใจที่ “แม่” ให้ความสำคัญกับการศึกษา ผมเห็นท่านสนใจใฝ่รู้ตลอดชีวิตครับ พอเรียนจบ “แพทย์” ที่ “ศิริราช” ท่านก็อาสาไปรับราชการอยู่ในจังหวัดชายแดนที่แสนจะกันดาร 
 
          “แม่” เล่าให้ฟังว่าเมื่อ 60 ปีที่แล้วตอนที่ไปเริ่มงานใหม่ๆ ทั้งโรงพยาบาลประจำจังหวัดมีหมอเพียง 3 คน ก็ลองหลับตานึกภาพดูซิครับว่างานรักษาพยาบาลคนเจ็บไข้ได้ป่วยของ “แม่” จะหนักหนาสาหัสสักแค่ไหน และต่อจากนั้นอีกไม่นาน “แม่” ได้มีโอกาสถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทของ “สมเด็จย่า” ตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ท่านทรงดำริจัดตั้งหน่วยแพทย์ “พอ.สว.” ซึ่งเป็นหน่วยแพทย์อาสาช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ได้ป่วยในท้องที่ห่างไกลและทุรกันดาร เป็นการทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม” ของ “แม่” โดยไม่คาดหวังผลใดๆ ตอบแทน ตั้งใจจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก 
 
          เชื่อไหมครับว่าบางครั้งที่ “แม่” ออกหน่วยแพทย์ “พอ.สว.” ก็มักจะพาผมไปด้วยเพื่อไปช่วยแบ่งเบาภาระงานให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่มีเพียงไม่กี่คนในการออกหน่วยแพทย์อาสาในแต่ละครั้ง ทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นได้สัมผัสชีวิตจริงของผู้คนในชนบทที่ห่างไกล ที่จะว่าไปแล้วส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น อดอยาก ยากจน ทั้งยังมีชีวิตที่ต้องเสี่ยงภัยอันตรายกว่าผมที่อยู่อาศัยในเมืองหลายร้อยเท่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไป 40-50 ปี ก็ยังคงประทับอยู่ภายใต้ “จิตใต้สำนึก” ของผมเสมอ ทำให้ทุกวันนี้ผมยังเชื่อว่ายังมีคนไทยอีกหลายล้านคนที่อยู่อาศัยในถิ่นทุรกันดาร ไม่ได้กินดีอยู่ดี มีข้าวของเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยเหมือนคนในเมืองครับ
 
          สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำดีๆ ที่ผมมีกับ “แม่” เนื่องในวาระวัน “แม่” เวียนมาบรรจบครบอีกครั้งหนึ่ง ถึงผมจะไม่ได้กอด “แม่”  หอมแก้ม “แม่” ได้เพียงแค่ “กราบ” และ “ทำบุญ” อุทิศส่วนกุศลไปให้ “แม่” ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่คำสอนของ “แม่” ก็ยังคงอยู่ในใจผมตลอดเวลาและผมให้คำมั่นว่าจะทำอย่างสุดความสามารถตามที่ “แม่” สอนให้ได้ในทุกเรื่อง ถึงแม้ในบางครั้งผมจะไม่ได้ทำตัวเป็น “ลูกที่ดีเท่าที่ควร” แถมยังเป็น “เด็กดื้อ” (ที่ได้ดี?) ในสายตา “แม่” แต่ผมให้สัญญาว่า “ลูกจะพยายามทำให้ดีที่สุด” 
 
          เพราะถ้าหากโชคดีวันหนึ่งเมื่อผมออกเดินทางไกลไปเจอ “แม่” ที่ใดที่หนึ่งอีกครั้ง วันนั้นนอกจากผมจะได้ “กราบ” และ “กอด” “แม่” ให้หนำใจให้หายคิดถึงแล้ว ผมคงมีเรื่องราวมากมายที่จะมาเล่าให้ฟังว่าผมได้ใช้คำสั่งสอนของ “แม่” นำไปปรับประยุกต์ใช้ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและให้กับผู้อื่นอย่างไรบ้าง และผมเชื่อว่าพอได้ฟังผมเล่าจบ “แม่” คงยิ้มและคงต้องมากอดผม แล้วมาหอมแก้มผม อย่างที่เคยปฏิบัติ แล้วคงจะบอกกับผมอย่างที่เคยบอกผมมาเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้ง ว่าลูกทำดีแล้ว แต่ “แม่” เชื่อว่าลูกทำได้ดีกว่านี้อีกขอให้ลูกอย่าท้อนะ
 
          ในวาระอันเป็นมงคลที่ “วันแม่” ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ท่านใดที่โชคดีกว่าผมก็อย่าพลาด “นาทีทอง” ในช่วงวัน “แม่” จงรีบไปกราบ ไปกอด ไปขอขมา และไปขอพรจาก “แม่” ซึ่งเปรียบเสมือน “พระอรหันต์” ในบ้านกันเสียเดี๋ยวนี้ เพราะ “พรุ่งนี้อาจจะสายเสียแล้ว” ก็จะเป็นเหมือนผมที่ “แม่” ไม่อยู่ให้กอดแล้วก็เป็นได้ครับ