ไลฟ์สไตล์

ดูแลสุขภาพ:ภูมิแพ้เรื้อรังในเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้!!

ดูแลสุขภาพ:ภูมิแพ้เรื้อรังในเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้!!

10 ส.ค. 2558

ภูมิแพ้เรื้อรังในเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้!! : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ

 
          ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมลภาวะทางอากาศในรูปแบบต่างๆ ที่พบเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมเมือง  โรคภูมิแพ้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมอยู่ด้วย และไม่ใช่โรคติดต่อกันภายในครอบครัว การถ่ายทอดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเครือญาติสายตรง พ่อแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้มีโอกาสที่จะมีลูกที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น โดยไม่มีความจำเป็นต้องเป็นโรคภูมิแพ้ประเภทเดียวกัน    โรคภูมิแพ้มีหลายประเภท ที่พบบ่อยมี 4 โรคคือ โรคแพ้อาหาร โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคแพ้อากาศ และโรคหืด การเกิดโรคภูมิแพ้มักเริ่มต้นจากการแพ้อาหาร ตามมาด้วยภูมิแพ้ผิวหนัง โรคหืด และแพ้อากาศในที่สุด
          
          ๐ ภูมิแพ้ผิวหนัง...ปัญหาที่พบบ่อยในเด็ก    โรคภูมิแพ้ผิวหนังพบได้บ่อยในเด็กเล็ก มีอาการที่สำคัญคือ ผื่นคันเรื้อรัง โรคนี้เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมเป็นสำคัญ เด็กที่เป็นโรคนี้มักจะมีผิวหนังแห้ง บางคนอาจมีประวัติแพ้อาหารร่วมด้วย ปัจจัยที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดผื่นคันคือ เหงื่อ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง และสารระคายเคืองจำพวกน้ำหอมและสารเคมี ผู้ป่วยจะมีผื่นคันเป็นๆ หายๆ เด็กเล็กมักเริ่มเป็นที่แก้ม ข้อศอก ข้อเข่า และข้อเท้า ในเด็กโตและผู้ใหญ่มักเป็นบริเวณข้อพับ   ผู้ป่วยที่มีอาการผื่นคันเป็นๆ หายๆ บริเวณใบหน้า ข้อพับ ข้อศอก ข้อเข่า และข้อเท้า โดยเฉพาะหากเป็นเด็ก ต้องนึกถึงโรคภูมิแพ้ผิวหนังไว้ด้วยเสมอ 
 
          ๐ ภูมิแพ้คืออะไร?
          ภูมิแพ้เกิดจากปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันในร่างกายมีการตอบสนองที่มากผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู้ร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น
 
          ๐ ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้ในเด็ก
           - ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม ผู้ป่วยที่มีประวัติพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ มักมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้ถึงร้อยละ 20-40 และร้อยละ 50-80 ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ โดยที่อาจจะไม่ได้เป็นภูมิแพ้ชนิดเดียวกันหรือแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกันก็ตาม
          - ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ร้อยละ 15 ไม่ได้มีพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคภูมแพ้ แต่เกิดจากมลพิษทางอากาศ เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ เป็นต้น หรือการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและไขมันก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้
 
          ๐ การรักษาโรคภูมิแพ้ในเด็กต้องทำอย่างไร?
          - หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เพื่อให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดน้อยลง และทำให้ผู้ป่วยสามารถลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุด
          - ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและทำตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงการที่ผู้ป่วยนั้นสามารถล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และพ่นใช้ยาพ่นผ่านจมูกได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน และควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้นแพทย์และผู้ปกครองจะต้องคอยให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง
          - ดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ ผู้ปกครองควรดูแลและแนะนำผู้ป่วย โดยการให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและไขมัน นอกจากนั้นควรจะพักผ่อนให้เพียงพอและหมั่นออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
 
          ๐ การฉีดวัคซีนโรคภูมิแพ้ทำอย่างไร?
          ในปัจจุบันการรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีควัคซีนนั้นสามรถทำได้ในโรคภูมิแพ้ 2 โรคคือ โรคแพ้อากาศ และโรคหืด โดยแพทย์จะฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่แพ้ให้แก่ผู้ป่วย และจะเพิ่มปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ฉีดทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายจะลดการตอบสนองของภูมิแพ้ดังกล่าวเพื่อให้มีการสร้างสารแพ้ในร่างกายลดลง และอาการต่างๆ ของภูมิแพ้จะลดลงไปด้วย โดยจะใช้ระยะต่อเนื่องเวลา 3-5 ปี แต่หากบางรายร่ายกายไม่ตอบสนองภายใน 1 ปี ก็จะหยุดทำการรักษา
 
          ๐ วิธีการป้องกันให้เด็กๆ ห่างจากอาการภูมิแพ้
          - ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขนไว้ในบ้าน
          - ภายในห้องนอน ควรมีเฉพาะเครื่องนอนและของใช้ที่จำเป็น ไม่ควรสะสมหนังสือ ใช้พรมทั้งในห้องและในบ้าน
          - ควรทำความสะอาดเครื่องนอน รวมไปถึง ผ้าม่าน เครื่องปรับอากาศ เป็นประจำ
          - ผู้ปกครองไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้านหรือบริเวณที่มีเด็กๆ อยู่
          - เด็กที่เป็นโรคหืด ผู้ปกครองควรให้ออกกำลังกายเป็นประจำ หากมีอาการหอบหลังเล่นควรสูดยาขยายหลอดลมก่อนการเล่น จะป้องกันอาการหอบได้
          - กำจัดเศษอาหารและขยะต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคได้
 
          อย่างไรก็ตาม โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในตัวโรคและมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรักษานอกจากจะเป็นการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังจะต้องกำจัดสิ่งกระตุ้น รวมถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมอาการของโรคได้ และยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าลูกมีอาการภูมิแพ้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเป็นผลดีต่อตัวลูกน้อยมากยิ่งขึ้น เพราะจะได้หาวิธีป้องกัน ซึ่งจะช่วยลดการขาดเรียนและการนอนรักษาตัวโรงพยาบาลบ่อยๆ ของคุณหนูๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาโรคภูมิแพ้ให้แก่ลูกด้วย
 
นพ.วรุตม์ ทองใบ
กุมารแพทย์ รพ.พญาไท นวมินทร์
 
.......................................
(หมายเหตุ ภูมิแพ้เรื้อรังในเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้!! : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ)