
ปัญหาคนแก่
ในช่วงปลายปี ๒๕๕๐ มีข่าวเล็กข่าวหนึ่งที่คนอาจจะมองข้ามไป คือ มีการระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน ของปี ๒๕๕๐ คนแก่ในวัย ๖๕ ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมลักขโมยมากถึง ๔๕,๐๐๐ ราย
นี่มันอะไรกัน
ในข่าวยังแจ้งต่อไปอีกว่า ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา คนแก่เที่ยวระรานทำร้ายคนอื่นเพิ่มจากเดิม ๑๐๐ ราย เป็น ๑,๗๐๐ ราย
นี่มันอะไรกัน อุทานเป็นครั้งที่สอง
คนแก่มีพฤติกรรมแสดงออกถึงความอยากได้ข้าวของที่ตนเองไม่มีความสามารถที่จะจับจ่ายซื้อหาด้วยตนเอง จนถึงกับละเมิดศีลธรรมขั้นพื้นฐาน คือ การลักขโมย
อาจจะมองเพื่อทำความเข้าใจปัญหาเป็น ๒-๓ ทาง ทางหนึ่ง คือ เป็นภาพสะท้อน ให้เห็นว่า คนแก่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือลูกหลานให้เงินไม่พอใช้
แต่อีกทางหนึ่ง ก็ปรากฏว่า คนแก่นั้น พอยิ่งแก่ตัวเข้ายิ่งมีความต้องการทรัพย์สมบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะรู้สึกว่า เป็นความปลอดภัย กลัวว่า แก่แล้วลูกหลานจะไม่เลี้ยง ก็ยิ่งเพิ่มกิเลสมากขึ้น
ลูกสาวคนหนึ่ง พยายามพาคุณแม่มาที่วัตร ให้รักษาศีล ทำสมาธิ ปรากฏว่า ไม่เป็นผล คุณแม่ต้องการอย่างเดียว คือ ให้ลูกส่งเงินให้มากๆ อย่างนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็น
อีกอย่างหนึ่ง ขอทำตัวเป็นจิตแพทย์สักวันหนึ่ง ความอยากได้ที่กดไว้แต่เด็ก เมื่อแก่เข้า ระบบอะไรมันเสื่อมลง ความถูกผิดก็ดูจะไม่มีความหมาย ความปรารถนาเดิมๆ จึงปรากฏออกมาให้เห็น
ศาสนาพุทธนั้น กะเทาะที่รากของกิเลส โดยระบุไว้ชัดเจนว่า ปัญหาของคนเรานั้น ไม่พ้นไปจาก โลภ โกรธ หลง
ทั้งสามคนพี่น้องนี้ ชวนกันผลักดันให้เราทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา เป็นการสนองกิเลส ถ้าเราไม่มีการทำความเข้าใจนัยของคำสอนของพระพุทธองค์ ในตอนที่เรามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พอแก่เฒ่าลง เราก็เริ่มจะออกอาการดังในข่าวที่ว่านี้
เป็นการออกอาการทั้งที่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ก็ดี หรือ ปัจจัยที่ควบคุมความผิดชอบชั่วดี มันเริ่มหย่อนลงตามสังขารก็ดี ความพยายามที่จะเข้าใจในการทำงานของโลภ โกรธ หลง จึงเป็นเรื่องสำคัญ และเร่งด่วน สำหรับเราทุกคน
สัจธรรมข้อหนึ่ง ที่หมู่มวลมนุษย์ทั่วโลกต้องยอมรับ คือ ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะเลือกได้ว่า แก่แบบกะโหลกกะลา หรือแก่อย่างมีคุณค่า อย่างที่ว่า ... มะพร้าวยิ่งแก่ยิ่งมัน
"ธัมมนันทา"



