
แม่ครูผู้ใช้นาฏศิลป์เปลี่ยนชีวิต
04 ส.ค. 2558
'ณัชตา ธรรมธนาคม' แม่ครูผู้ใช้นาฏศิลป์เปลี่ยนชีวิต 30 ปี ขุดเพชรในโคลนตม บ่มเพาะ สร้างคนดีด้วย 'หัวใจ'
“คลองเตย” แหล่งเสื่อมโทรมขึ้นชื่อของเมืองกรุงที่น้อยคนนักจะยอมลงไปสัมผัส เข้าใจ และใกล้ชิด แต่สำหรับ “ณัชตา ธรรมธนาคม” หรือ “ครูจิ๋ม” กลับทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์ ให้กับลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่ามาตลอดชีวิตการทำงานมาเกือบ 30 ปี ที่โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจแห่งนี้
ครูณัชตาเล่าถึงวันแรกที่เข้ามารับราชการเป็นครูที่โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ ในปี 2530 ว่า“โรงเรียนอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม นักเรียนขาดการเอาใจใส่ ชุมชนมีแต่เรื่องลักเล็กขโมยน้อย แต่ด้วยความที่เพิ่งจบใหม่ ไฟยังแรงก็เลยมานั่งคิดว่า ทำอย่างไรถึงจะช่วยเด็กๆ เหล่านี้ให้ห่างไกลจากความเสี่ยงแวดล้อมตัวเขาได้บ้าง”
จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้ครูจิ๋มตั้งใจใช้ความสามารถด้านนาฏศิลป์ นำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียน-การสอน โดยเริ่มชักชวนและรวบรวมเด็กๆ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง มารวมกลุ่มกันทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนและในวันหยุด โดยตั้งเป็นชมรมนาฏศิลป์ขึ้น เพื่อให้เด็กๆจะได้เรียนรู้ในเรื่องการร้อง เล่น เต้น รำ พร้อมกับพยายามสอดแทรกเรื่องการปฏิบัติตัวที่ดีในสังคม มารยาท คุณธรรม จริยธรรม ให้เด็กๆ ได้ซึบซับอยู่เสมอ
“ที่สำคัญคือ ครูจะทำให้เด็กๆ ได้เห็นความสามารถของตัวเอง และเน้นย้ำให้พวกเขาได้รู้จักภูมิใจ รู้จักคุณค่าของตัวเอง”
อาจเป็นเพราะชีวิตจริงของเด็กเหล่านี้ถูกแวดล้อมไปด้วยสิ่งมอมเมา อบายมุข สิ่งเสพติด ปัญหา ครอบครัวแตกแยก อัตคัดขัดสนทางการเงิน ดังนั้นครูจึงจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้สอน ได้กล่อมเกลาใกล้ชิด สร้างความดีงามและความสุขเล็กๆ เข้าไปในใจของเด็กๆ แม้จะมีเวลาวันละไม่กี่ชั่วโมงในโรงเรียนก็ตาม
“มีครั้งหนึ่งท้อมาก แต่เด็กๆ ก็มาบอกว่า ครูอย่าเลิกนะ ถ้าครูเลิก พวกหนูไม่รู้จะไปไหน ตรงนี้ทำให้ครูมีแรงสู้ ทิ้งไม่ได้ และไม่เคยคิดจะทิ้งอีกเลย อยากจะบอกว่า ครูไม่เคยเบื่อ ไม่เคยรำคาญ ไม่เคยรังเกียจ ครูรักลูกศิษย์ทุกคนจากใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรักและห่วงได้ขนาดนี้"
จากแนวทางในการสอนและการจัดตั้งชมรมนาฏศิลป์จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงทำให้ครูณัชตาและคณะครูของโรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ คลองเตย ได้รับการคัดเลือกจากสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานครให้เป็นครูแกนนำในการจัดทำ “หลักสูตรนาฏศิลป์และการแสดงโรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ” ในปี 2530-2549 และได้คิดค้น “ท่ารำนาฏยศัพท์” ขึ้นและได้กลายเป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยได้รับการพิมพ์ซ้ำถึง 3 ครั้ง และมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย
ไม่เพียงแต่จะปฏิบัติทำหน้าที่ครูในโรงเรียนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจแล้ว เมื่ออยู่นอกรั้วโรงเรียนครูณัชตายังอุปการะนักเรียนถึง 11 คนให้มาอยู่ในการดูแล โดยทำหน้าที่เป็น “แม่” อบรมดูแล สั่งสอน และส่งเสียให้การศึกษาจนประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นที่ยอมรับและเป็นตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้องทั้งสิ้น อาทิ น.ส.นาทลดา ธรรมธนาคม ยุวทูตกรุงเทพมหานคร รุ่นที่ 1 ปี 2534 นักร้องยุวชนดีเด่นแห่งประเทศไทย ปี 2535 ปัจจุบันเป็นนักร้องโอเปร่ามีผลงานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล นายยุทธนา อัมระรงค์ ยุวทูตกรุงเทพมหานคร รุ่น 4 ปี 2537 ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษและประธานบริษัท คิดบวกสิปป์ จำกัด เป็นต้น
“ครูแอน” น.ส.แอนเจอร่า ซีลิ่ง ศิษย์เก่าที่ปัจจุบันกลับมารับราชการครู โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจฯ เล่าว่า ได้รู้จักครูจิ๋มครั้งแรกเพราะอยากเข้ามาในห้องนาฏศิลป์ เพราะเป็นห้องที่สวย สะอาดและดูปลอดภัย ต่อมาครูจิ๋มรับตัวเองและน้องสาวพร้อมกับเพื่อนๆ อีกหลายคนมาเลี้ยงดูเหมือนลูก จนสามารถสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และอยากกลับมาช่วยเหลือคุณครูดูแลน้องๆ เหมือนกับที่ตัวเองเคยได้รับโอกาส
“ที่ๆ ฉันอยู่มีแต่ภัยยาเสพติดรอบๆ ชุมชน แม้ว่าเด็กแต่ละคนมือเล็บดำสกปรก แต่ครูไม่เคยรังเกียจกลับจับมือเด็กทุกคน ทำให้ประทับใจถึงคำว่า ครู เพราะครูไม่เคยเลือกเด็ก เป็นทั้งที่ปรึกษาเรื่องการเรียนและเรื่องส่วนตัว ครอบครัว พร้อมทั้งแนะแนวทางแก้ไข”
“เล็ก” น.ส.ดลลดา ธรรมธนาคม นักเรียนรางวัลพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปี 2537 ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโส โรงแรมชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “คุณครูเป็นคนแรกที่ฉันกอด ท่านกอดนักเรียนทุกคน ไม่ว่าเด็กนักเรียนที่ชุมชนแออัดจะเป็นอย่างไรก็ตามคุณครูไม่เคยรังเกียจ หากมีลูกศิษย์ที่ทำผิดครูมักจะคอยตักเตือนสั่งสอนอยู่เสมอ ทำให้เรามีความสุขและชอบกลับมาหาครู และในการแสดงทุกครั้งที่ได้เบี้ยเลี้ยง ครูจะเปิดบัญชีธนาคารไว้ให้ เพื่อให้เราเก็บเงินไว้สำหรับการเรียนต่อที่สูงขึ้น”
จากความมุมานะมาร่วม 30 ปี ถึงวันนี้ชมรมนาฏศิลป์ โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจฯ ได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล จากหน่วยงานต่างๆ อย่างมากมาย เป็นการยืนยันได้ถึงความมุ่งมั่นทำงานในฐานะครูมืออาชีพ ครูผู้เป็นแม่ และครูผู้สร้างสรรค์ จนได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับพระราชทาน “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ที่ขับเคลื่อนโดย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี, สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
“ครูและเด็กๆ ทุกคน คงมาถึงวันนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความเมตตา ความเข้าใจ ความช่วยเหลือ และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคม แต่สิ่งที่สร้างความสุขและความภูมิใจมากที่สุดคือ การที่เด็กๆ ได้ค้นพบศักยภาพที่ดีงามของตนเอง รู้จักมุ่งมั่นในการทำความดี มีศีลธรรม ตั้งใจเรียน และต้องการที่จะเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปเพื่อที่ได้จะมีหน้าที่การงานและชีวิตที่ดีขึ้น ตรงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือตัวเขาเอง ยังสามารถช่วยครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติได้”
ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่าการที่ได้รับการเสนอชื่อรับรางวัล “ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี” ในครั้งนี้ว่า “ไม่นึกไม่ฝันว่าชีวิตของครูและลูกศิษย์ตัวเล็กๆ เหล่านี้จะได้รับรู้ถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ไม่ว่าจะได้รับรางวัลหรือไม่ ก็จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ บำรุงความรู้และความสุขให้แก่ศิษย์ในทุกๆ ทางจนตราบชีวิตจะหาไม่”
รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นับเป็นรางวัลระดับนานาชาติเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระปรีชาด้านการศึกษา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตตั้งนาม“รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ สร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศต่างๆภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 11 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี ซึ่งจะพระราชทานรางวัลครั้งแรกในวันที่ 2 ตุลาคม 2558



