
พิสูจน์สถานการณ์พืชจีเอ็มในสหรัฐสะท้อนถึงประเทศไทย
พิสูจน์สถานการณ์พืชจีเอ็มในสหรัฐ สะท้อนถึงประเทศไทย..เราจะไปทางไหน? : อาหมัด เบ็ญอาหวังรายงาน
ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกมีการขยายพื้นที่ปลูกพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยการตัดแต่งพันธุวิศวกรรม หรือพืชจีเอ็ม ที่องค์กรไอซ่า(International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications : ISAAA) ระบุว่า ทั่วโลกมีพื้นที่ปลูกพืชจีเอ็มในปี 2557 ถึง 1,134.4 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ประมาณ 37.5 ล้านไร่ อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ ล่าสุดประเทศบังกลาเทศ เวียดนาม และอินโดนีเซีย หันมาปลูกพืชจีเอ็มเพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยยังมีการคัดค้านและห้ามทดสอบในระดับภาคสนามอีกด้วย
จากการที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมคณะ ได้เดินทางไปดูความคืบหน้าในการพัฒนาพืชจีเอ็มที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เมื่อไม่นานมานี้ โดยมีนายจอห์น สโตน แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน บรรยายว่า กลไกการทำพืชจีเอ็มในข้าวโพดบีที (GM B.t.) เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยต้านทานแมลงศัตรูร้ายที่ทำลายข้าวโพดซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อข้าวโพดที่เกษตรกรปลูกจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากเป็นการทำลายเศรษฐกิจ สังคม ที่มีผลต่อสุขภาพผู้ปลูก และผู้บริโภค รวมถึงเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย หากพิจารณาแล้วทั้งตัวผู้ผลิต คือเกษตรกร และผู้บริโภค มีแต่เสียกับเสีย รวมไปถึงความเสียหายในภาพรวมของประเทศชาติและของโลกใบนี้ด้วย
ด้าน ดร.เดฟ ดอชเชส แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน เช่นกัน ได้อธิบายถึงมันฝรั่งจีเอ็มว่า เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับคนหิวโหย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ที่สหรัฐอเมริกาจะปลูกเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ ในพื้นที่ปลูก 526,000 เฮกต้า หรือ 1.1 ล้านเอเคอร์ มีมูลค่าถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์ สำหรับรัฐมิชิแกนมีพื้นที่ปลูก 45,000 เอเคอร์ มูลค่า 185 ล้านดอลลาร์ มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการจัดการ โดยทางมหาวิทยาลัยมิชิแกนจะมีหน่วยงานเฉพาะทำวิจัยด้านมันฝรั่งโดยตรง และวิจัยอย่างครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการปรับปรุงพันธุ์ จนกระทั่งการตัดแต่งทางพันธุกรรมหรือจีเอ็ม
“พืชจีเอ็มในมันฝรั่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประเมินความปลอดภัยต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีพืชจีเอ็มอย่างอื่นด้วย อาทิ ถั่วเหลือง ฝ้าย ข้าวโพด และพืชน้ำมัน ปัจจุบันได้รับความนิยมและยอมรับจนขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น อาทิ ถั่วเหลือง 93% ฝ้าย 82% ข้าวโพด 85% ซึ่งในปี 2013 พบว่าในหลายๆ ประเทศได้มีการพัฒนาพืชจีเอ็ม และได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว อย่างถั่วเหลืองในบราซิล, พืชน้ำมันในแคนาดา, ฝ้ายในจีนและอินเดีย คนรุ่นใหม่ในอเมริกาจะไม่รู้จักพืชธรรมดากันแต่รู้จักพืชจีเอ็มเป็นส่วนใหญ่ คนอเมริกามองการต่อต้านพืชจีเอ็มในยุโรปเป็นเรื่องกีดกันทางการค้ามากกว่า” เขา กล่าว
สำหรับประเทศไทย ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ กรรมการสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวว่า ประเทศไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี ไปยังประเทศในอาเซียนและเอเชียใต้ โดยมีเวียดนามเป็นผู้นำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอันดับ 1 ด้วยมูลค่าปีละ 1,300 ล้านบาท หรือ 52% ของมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดทั้งหมดของไทย แต่ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดจีเอ็มที่มีลักษณะต้านทานต่อศัตรูพืช และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ทนแล้ง เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้สารเคมี ของเกษตรกรให้น้อยลง
ดังนั้น หากประเทศไทยยังไม่สามารถเดินหน้างานวิจัยและการทดสอบพืชจีเอ็มในภาคสนาม จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไปยังประเทศเวียดนาม และประเทศอื่นๆ ที่กำลังปรับเปลี่ยนในทิศทางเดียวกัน เช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น ฉะนั้นไทยมีโอกาสที่เสียตลาดเหมือนกับที่ ฟิลิปปินส์ ที่เปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดจีเอ็มเมื่อ 12 ปีที่แล้ว
“ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งเรื่องของสภาพพื้นที่ สภาพอากาศ ทักษะของเกษตรกร และความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ ทำให้ตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 7-10% แต่ถ้าหากประเทศไทยยังไม่เดินหน้าการวิจัยทดสอบพืชจีเอ็มในภาคสนามและเตรียมความพร้อม เราจะเสียโอกาส และจะส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 1.5 หมื่นครอบครัว และอนาคตเกิดปัญหาลักลอบนำเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจีเอ็มจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศด้วย” ดร.บุญญานาถ กล่าว
ส่วน ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงทั้งภาวะภัยแล้ง และน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหายและต้นทุนการผลิตของเกษตรเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจึงควรอนุญาตให้ทำการวิจัยและทดสอบภาคสนามพืชจีเอ็ม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์พืชให้สามารถแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจงได้ดีกว่าการวิธีการปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม เพื่อสร้างทางเลือกให้เกษตรกรได้มีพันธุ์พืชใหม่ ที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะนำไปสูความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร
สำหรับกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ ของพืชจีเอ็มที่ทั่วโลกปฏิบัติ แบ่งเป็น 3 ระดับคือ ระดับห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหายีนที่ต้องการ, ระดับโรงเรือนปิด (Greenhouse) เพื่อทดสอบภายใต้การควบคุมปัจจัยต่างๆ และการทดสอบภาคสนาม เพื่อทดสอบผลกระทบต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนจริง ซึ่งทั้ง 3 ระดับหากตรวจพบปัญหาจะถูกคัดทิ้งและต้องกลับไปตั้งต้นที่ขั้นตอนการค้นหายีนในห้องปฏิบัติการใหม่
จากการศึกษาและติดตามสถานการณ์ เกือบ 20 ปีของการผลิตพืชจีเอ็มในเชิงพาณิชย์ของประเทศต่างๆ ยังไม่เคยมีรายงานใดๆ ในเรื่องของความไม่ปลอดภัยของผู้บริโภค และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ในเมื่อหลายประเทศที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีการปลูกพืชจีเอ็มมากขึ้น ขณะที่ไทยยังไม่อนุญาตแม้งานวิจัยในภาคสนาม ต่อไปหากทั่วโลกยอมรับพืชจีเอ็ม ทิศทางการเกษตรในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?



