ไลฟ์สไตล์

"ประกันราคา"ทางเลือกรัฐบาลสู่ทางรอดชาวนาไทยจริงหรือ?

"ประกันราคา"ทางเลือกรัฐบาลสู่ทางรอดชาวนาไทยจริงหรือ?

20 ก.ค. 2552

ผลจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ที่มีมติเห็นชอบมาตรการโครงการประกันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิแก่เกษตรกร ในฤดูการผลิตปี 2552/2553 (ธันวาคม 2552-มีนาคม 2553) ที่ความชื้นไม่เกิน 15%

โดยมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินการ พร้อมเริ่มโครงการนำร่องในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด อุดรธานี และนครราชสีมา จำนวน 2 แสนตัน ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 ที่มีนายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นประธาน ได้อนุมัติในหลักการให้มีการประกันราคาทั่วประเทศแล้วเช่นเดียวกับข้าวโพดและมันสำปะหลัง

 ทว่าที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ธ.ก.ส.ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเสวนาเชิงวิชาการ "จำนำ-ประกันราคา...ฤาแก้ปัญหาสินค้าเกษตรไทย" ขึ้นเพื่อเปิดโอกาสผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐ เอกชน และตัวแทนเกษตรกรได้รับรู้ในรายละเอียดของมาตรการดังกล่าว ตลอดจนหาจุดบกพร่องเพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป

 "ยอมรับว่าการประกาศประกันราคาข้าวแทนการรับจำนำ จะทำให้ผู้เสียประโยชน์คัดค้าน แต่รัฐบาลคงรับภาระไม่ไหว หากต้องขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวปีละหลายหมื่นล้านบาท ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราก็เจ๊ง แน่นอนว่าการประกาศรับประกันราคาข้าว จะทำให้ผู้เสียประโยชน์บางฝ่ายคัดค้านบ้าง เพราะเดิมเป็นเหมือนเสือนอนกิน แต่ถ้าไม่ทำอะไร มันก็ไปไม่ไหว ขอร้องว่าขอให้เห็นแก่ประเทศบ้าง"

 กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี  ประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร(คชก.) กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษถึงมาตรการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาล พร้อมชี้ให้เห็นว่ามาตรการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐขาดทุนตลอด เนื่องจากต้องรับซื้อผลผลิตในราคาที่สูงเกินจริง แต่กลับขายในราคาถูกประมาณ 5-10% อีกทั้งตั้งแต่มกราคม 2553 เป็นต้นไป ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตามีผลบังคับใช้ สินค้าเกษตรทุกตัวผ่านเข้า-ออกโดยไม่ต้องเสียภาษีหรือภาษีเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ หากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่รัดกุมพอมารองรับจะทำให้รัฐต้องสูญเสียประโยชน์อย่างมหาศาล

 "ตอนนี้ข้าวโพด มันสำปะหลังเริ่มแล้ว ข้าวโพดอยู่ที่ 7.10 บาท ส่วนมัน 1.70 บาทต่อกิโล ถ้ามันรับประกันอยู่ที่ 2 บาท ผมรับรองว่าไม่มีทางที่จะขายในตลาดได้เลย เห็นชัดเลยว่ามันสำปะหลังตอนนี้พ่อค้าเริ่มวิ่งเข้ามาเกษตรโดยตรงแล้ว กลไกการตลาดเคลื่อนแล้ว ราคาก็เริ่มดีขึ้น" กอร์ปศักดิ์เผย พร้อมย้ำว่าขณะนี้รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อใช้ในภาคเกษตรในระยะเวลา 3 ปี พร้อมวางกลยุทธ์พัฒนาภาคเกษตรแบบครบวงจร 3 ประการ ซึ่งประกอบด้วย 1.การเพิ่มผลผลิต 2.สร้างเสถียรภาพด้านราคาและตลาด และ 3.การประกันรายได้ขั้นต่ำ

 สอดรับกับมุมมอง ชูเกียรติ โอกาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่มองว่านโยบายประกันราคาน่าจะช่วยให้การส่งออกข้าวไปในตลาดโลกดีขึ้น แล้วก็ไม่ทำให้กลไกการตลาดเสียหายด้วย ซึ่งผลกระทบจากโครงการรับจำนำที่ผ่านมาจะทำให้พ่อค้ารายกลาง รายเล็กมีปัญหา ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตจากโครงการรับจำนำของรัฐบาลได้ เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่มักเป็นพ่อค้ารายใหญ่ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองและคนในรัฐบาลเท่านั้น

 "กรณีรับจำนำ ผู้ส่งออกอึดอัดใจมานาน ระยะหลังการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องล้วนๆ ทำให้ราคาข้าว ตลาดข้าวถูกทำลายไปด้วย เห็นได้จากการส่งออกที่ลดลง ต่างประเทศไม่พยายามซื้อข้าวไทย เพราะราคาสูงกว่าชาวบ้านเขามาก ตอนนี้ไม่ใช่เฉพาะเวียดนามประเทศเดียวที่ได้ประโยชน์จากข้าวไทยที่ราคาสูง แต่ยังมีพม่าและกัมพูชาที่น่ากลัว หากเรายังไม่ปรับตัวคงจะมีปัญหาแน่นอน" ชูเกียรติย้ำชัด

 ขณะที่ เอ็นนู ซื่อสุวรรณ รักษาการผู้จัดการ ธ.ก.ส. ยอมรับว่า จากการที่รัฐบาลได้นำมาตรการรับจำนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยกำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดนั้นส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าสีแปรสภาพ ค่าเก็บรักษา ตลอดจนการระบายข้าวที่ไม่มีประสิทธิภาพ เก็บข้าวสารไว้ในระยะเวลานานต้องขายขาดทุนก่อให้เกิดภาระทางการคลังเป็นจำนวนเงินที่สูงมากในแต่ละปี จนกลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 "การประกันราคาจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาความเสี่ยงด้านราคาที่จะช่วยให้ชาวนาวางแผนตัดสินใจปลูกข้าวได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะประสบปัญหาราคาตกต่ำจนต้องขาดทุน จากการคำนวณต้นทุนข้าวหอมอยู่ที่ 10,752 บาทต่อตัน บวกกำไร 35% ราคาประกันจึงอยู่ที่ 14,765 บาท ซึ่งเราจะดูราคาตลาดอ้างอ้งด้วย" เอ็นนูกล่าว 

 ส่วนมุมมองของ ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย แม้จะเห็นด้วยกับโครงการประกันราคา แต่เขาก็ยืนยันว่ายังไม่ใช่ในฤดูการผลิตปี 2552/2553 นี้ เนื่องจากความไม่พร้อมของภาครัฐในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสำรวจขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งประเทศที่มีจำนวนกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน 20 กว่าล้านราย เกรงว่าจะไม่ทัน ในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งจะมีผลเสียมากกว่าผลดี จึงอยากให้รัฐบาลยืดมาตรการรับจำนำไปก่อน จนกว่าทุกภาคส่วนจะมีความพร้อม

 "อย่างต้นทุนข้าวหอมมะลิจริงๆ อยู่ที่ 4,800-5,100 บาทต่อไร่ ข้าวหอม 1 ตัน ก็ประมาณ 3 ไร่ ผมบอกว่าขอที่ 1.5 หมื่นบาทได้ไหมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ชาวนา เพราะข้าวหอมมีอายุการปลูก 120 วัน หรือ 4 เดือน และปลูกได้ปีละครั้งเท่านั้น น่าจะให้เขาได้" ประสิทธิ์กล่าว

 การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยใช้มาตรการประกันราคาแทนการรับจำนำ โดยเฉพาะข้าวนั้น ถือเป็นคำตอบสุดท้ายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หรือไม่ จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
     
ข้อดี"ประกันราคา"

  1.เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับส่วนต่างระหว่างราคาตลาดอ้างอิงกับราคาประกันเป็นเงินสดโดยตรงจากรัฐ กรณีราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกันช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุนจากการขายข้าว

 2.การจดทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำประกันราคาจะช่วยลดปัญหาการสวมสิทธิ์จากข้าวของประเทศเพื่อนบ้าน

 3.ไม่เป็นภาระกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาตลาดอ้างอิงกับราคาประกันให้แก่เกษตรกรเท่านั้น โดยรัฐบาลไม่ต้องรับภาระเกี่ยวกับการแปรสภาพและการจัดเก็บข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล

 4.ลดปัญหาการทุจริตและการแสวงหาประโยชน์จากการรับจำนำของผู้ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ คงเหลือเพียงระดับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่จดทะเบียน

 5.กลไกการค้าข้าวเข้าสู่ภาวะปกติกลับมีการแข่งขัน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้าข้าว