ไลฟ์สไตล์

วิสัยทัศน์'ศ.ดร.สุชัชวีร์'อธิการบดีสจล.คนใหม่

วิสัยทัศน์'ศ.ดร.สุชัชวีร์'อธิการบดีสจล.คนใหม่

27 ก.ค. 2558

เจ้าแห่งนวัตกรรม-นำไทยสู่ประเทศพัฒนา 'ศ.ดร.สุชัชวีร์'อธิการบดีสจล.คนใหม่ : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

             หากย้อนมองประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ล้วนมีการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมของตัวเอง ซึ่งถ้าประเทศไทยมีความใส่ใจ มุ่งมั่นในเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เชื่อว่าประเทศไทยจะก้าวผ่านกับดักประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายใต้ การนำของ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการแทนอธิการบดี สจล. อธิการบดีคนที่ 10 โดยเริ่มเข้ารักษาการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558
 
             ว่ากันว่าที่ประชุมสภาสจล.มีมติเลือก “ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เป็นอธิการบดี สจล.คนใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 15 จาก 17 เสียง หลังจากนี้ สภาสจล.จะนำรายชื่อเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่ตั้งต่อไป "เอ้" ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จัดได้ว่าเป็น “ศาสตราจารย์” ที่อายุน้อยที่สุดของสจล. เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงด้วยวัยเพียง 43 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที สหรัฐอเมริกา ปริญญาโทด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ปริญญาโทด้านนโยบายและเทคโนโลยีจากเอ็มไอที และปริญญาตรีเกียรตินิยม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ก่อนหน้านี้ เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ เคยเป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เป็นกรรมการบริหารอุโมงค์โลก ประธานมูลนิธิอาคารเขียว และนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
 
             ศ.ดร.สุชัชวีร์ เปิดมุมมองว่า การที่ไทยจะก้าวข้ามเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ ต้องมีความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม ซึ่งถือเป็นหนทางเดียวที่จะยกระดับประเทศไทยได้ ดังนั้นตลอด 55 ปี สจล.จึงมุ่งมั่นจะเป็นเสาหลักของชาติในด้านนี้ และประกาศตัวชัดเจนเป็น “เจ้าแห่งนวัตกรรม: The Master of Innovation” ด้วยการเป็นต้นแบบ เป็นแนวหน้าของประเทศไทยที่จะผลักดันเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีแทนผู้ซื้อเทคโนโลยี
 
             ปี2558 ถือเป็นยุคใหม่ของสจล. มีเป้าหมายชัดเจนในการเป็น"ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ" รวมถึงเป็นฟันเฟืองในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาคและการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้กลยุทธ์บันได 5 ขั้นสู่ความสำเร็จ เพื่อตอกย้ำความเป็นเลิศทั้งด้านการปฏิบัติและทฤษฎีวิชาการ บันไดขั้นแรก ธรรมาภิบาลและการบริหารที่ดี ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ทั้งการพัฒนาโครงสร้างการบริหารให้มีความเป็นเอกภาพ มุ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารสถาบันให้เหมือนกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก มีการจัดตั้งทีมบริหาร สายวิชาการ/สายวิจัย ดูแลทั้งวิชาการ กิจกรรมนักศึกษา การบริหารทรัพยากร และงานวิจัย รวมถึงยกระดับการพัฒนาบุคลากรของสถาบัน และสจล.จะเป็นสถาบันที่มีความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการใช้เทคโนโลยีไอที เข้ามาใช้ในการบริหารงาน รวมถึงมีการร่วมมือกับสถาบันระดับประเทศ และระดับโลกในการพัฒนา ยกระดับสจล. 
 
             “สจล.ยุคใหม่ เน้นการบริหารที่ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งพัฒนาสถาบัน บุคลากรเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้า ดังนั้น ทุกเรื่องในการบริหารงานของผมจะยึดเรื่องความโปร่งใส เป็นธรรม ถูกต้อง คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เพราะสถาบันอุดมศึกษาจะเจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ จะต้องใช้การบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลเป็นหลัก” 
 
             บันไดขั้นที่ 2 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการสู่ระดับสากล เน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ต่อไปงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิศวกรรมสจล.ต้องดูแลคน 600 ล้านคนทั่วอาเซียน ต้องมีหลักสูตรที่ดี การเรียนการสอนที่ทันสมัย สร้างโอกาสในการลงมือปฏิบัติ พัฒนานวัตกรรม เสริมทักษะความเป็นผู้นำ การสื่อสาร และความเป็นนานาชาติเต็มรูปแบบจากนักวิชาการ คณาจารย์ระดับประเทศและโลก ต่อมาบันไดขั้นที่ 3 พัฒนากลุ่มวิจัยระหว่างคณะ สร้างนวัตกรรม
 
*ศ.ดร.สุชัชวีร์ เล่าต่อว่า สจล.จะยกระดับพัฒนางานวิจัยข้ามคณะ ข้ามสาขา โดยปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสาขาไม่มีอีกต่อไป เช่นถ้าพูดถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ นอกจากแพทย์แล้ว วิศวกรทั้งด้านคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือวิศวกรทางการแพทย์ต้องรู้ เป็นต้น รวมถึงจัดสรรงบประมาณงานวิจัย 100 ล้านบาทต่อปี ลงนามกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ แล้วสจล.จะมุ่งเน้นการทำวิจัยด้านต่างๆ อาทิ กลุ่มงานวิจัยด้านพลังงาน ด้านการเกษตรและอาหาร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการออกแบบและศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น
 
             “การลงทุนในเรื่องนวัตกรรมที่ถูกที่สุด และดีที่สุดอยู่ที่สถาบันอุดมศึกษา เพราะทุกสถาบันอุดมศึกษามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร องค์ความรู้ และอุปกรณ์ต่างๆ อีกทั้งยังมีความคิด สติปัญญา ความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของนักวิจัยทั้งระดับคณาจารย์ และบัณฑิต ดังนั้น อยากฝากไปถึงภาคอุตสาหกรรม เอกชน และรัฐบาลว่าการลงทุนทางวิจัยที่ดี คุ้มค่า และถูกที่สุดขอให้มาลงทุน สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษา”
 
             ศ.ดร.สุชัชวีร์ เล่าอีกว่าสำหรับ บันไดขั้นที่ 4 สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย สถาบันได้แก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณสถาบัน เร่งรัดการก่อสร้าง พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและเชื่อมต่อการเดินทาง โดยเปิดเส้นทางให้บริการ “KMITL SHUTTLE LING” ที่รองรับการเดินทางกว่า 2,000 คนต่อวัน มีรถพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนปรับทัศนียภาพให้สวยงาม และ บันไดขั้นที่ 5 สร้างครอบครัวคุณภาพ แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ที่เกิดจากนักศึกษาและบุคลากรของสถาบันผ่านแคมเปญ “I LOVE KMITL” สู่สังคมไทยทั้งในแง่ของการศึกษา การบริการวิชาการ การมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างศูนย์การเรียนรู้ครบวงจรที่สจล.
 
             “กลยุทธ์บันได 5 ขั้นสู่ความสำเร็จ จะช่วยผลักดันศักยภาพของปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดีด้วยการสร้างบุคลากรคนยุคใหม่ให้มีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญทักษะ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตก้าวหน้า โดยเฉพาะการผลักดันเรื่องการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทุกรูปแบบ เพราะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า พัฒนาคนคุณภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นสุดยอดสถาบันชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1 ใน 10 ของภูมิภาคอาเซียนในปี 2563”
 
             “สจล. หรือ KMITL” ก้าวสู่เจ้าแห่งนวัตกรรม มีการพัฒนาการเรียนการสอน ปรับภูมิทัศน์ สร้างแหล่งการเรียนรู้ ยุคใหม่ของสจล.จะเป็นเช่นไร สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2392-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th