ไลฟ์สไตล์

กยท.ผนึกเครือข่าย'ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าลดความเสี่ยงขาดน้ำ

กยท.ผนึกเครือข่าย'ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าลดความเสี่ยงขาดน้ำ

27 ก.ค. 2558

กยท.ผนึกเครือข่าย'ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าลดความเสี่ยงขาดน้ำ-แก้ปัญหาน้ำแล้ง : สุรัตน์ อัตตะรายงาน

                การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รัฐวิสาหกิจป้ายแดง เพิ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การยางฯ ปี 2558 สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเดิมงานแรกจัดใหญ่โครงการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ชูแนวคิด “คุณค่าแห่งสายน้ำ สร้างสวนยางเศรษฐกิจพอเพียง เปลี่ยนน้ำเสียเป็นพลังงาน” หวังกระตุ้นทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำและภาวะภัยแล้ง

                อำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานเทิดพระเกียรติในหลวง “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ภายใต้สโลแกน ชูแนวคิด คุณค่าแห่งสายน้ำ สร้างสวนยางเศรษฐกิจพอเพียง เปลี่ยนน้ำเสียเป็นพลังงาน ระหว่างวันที่ 22-24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา ริมถนนมิตรภาพ ต.คำม่วง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น โดยระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาขยายผลเป็นรูปธรรมกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งแนวพระราชดำริประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งคือเรื่องน้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวทางการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแก่ราษฎรในท้องถิ่นที่ขาดแคลนน้ำในการประกอบอาชีพ ตลอดจนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอสามารถบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ

                "เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงเกษตรฯ ได้น้อมนำพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาร้อยเรียงเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณในโครงการ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ซึ่งทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ จะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของพระองค์ในทุกๆ มิติและนำเสนอให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมตลอดทั้งปี 2558 เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญต่อสถานการณ์ความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำและภาวะภัยแล้งในปัจจุบัน"

                รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ย้ำด้วยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่มีความสำคัญในการดูแลและพัฒนาด้านยางพาราอย่างครบวงจร มีการใช้ประโยชน์จากน้ำในการปลูกสร้างสวนยางพารา จนกระทั่งได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สามารถนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าหรือประกอบธุรกิจได้อย่างมากมาย รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับภาคครัวเรือน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมยางพารา เป็นสิ่งสมควรขยายผลต่อไปอย่างยิ่ง ซึ่งกิจกรรมในงานต่างๆ สามารถนำไปเป็นแนวคิดต่อยอดพัฒนา หรือประยุกต์ให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างแท้จริงในชีวิตประจำวัน

                เชาวลิต อินทรเศียร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น กล่าวรายงานว่า จังหวัดขอนแก่น เมืองเสียงแคนดอกคูน เป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน มีเนื้อที่ 10,885.99 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 6.8 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นมีพื้นที่ทางการเกษตรกร 4,369,043 ไร่ พื้นที่ปกครอง 26 อำเภอ 198 ตำบล ซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน 614,680 ไร่ จำนวนคนทำงานในภาคเกษตร 312,487 คน ในจำนวนพื้นที่ทางการเกษตร มีพื้นที่ปลูกยางพารา 94,846 ไร่ เกษตรกรชาวสวนยาง 6,745 ครัวเรือน เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นเมืองแห่งการประชุมสัมมนา Khonkaen Mice city ดังนั้น การจัดงานครั้งนี้ นับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ จ.ขอนแก่น อีกช่องทางหนึ่งด้วย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดในภาพรวม

                ประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ปฏิบัติงานในกิจการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การจัดงานในครั้งนี้ กยท.จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการแสวงหาแหล่งน้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมถึงสร้างความตระหนักให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการรับรู้ข้อมูลและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร โดยภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ มากมาย ได้แก่ การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการการทำสวนยางแบบเกษตรผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยแสดงระบบการใช้น้ำ การสูบน้ำบาดาลด้วยเครื่องปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ภาคอีสานที่ขาดแคลนแหล่งน้ำบนดิน การใช้วัสดุปูพื้นบ่อน้ำด้วยยางพาราป้องกันการรั่วซึมของน้ำ การเปลี่ยนน้ำเสียในอุตสาหกรรมยางพาราเป็นพลังงานก๊าซชีวภาพสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรมยางร่วมกับการใช้ไม้ฟืนและใช้หุงต้มอาหาร ช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร รวมถึงเป็นการดำรงชีพอย่างพอเพียง

                ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านยางพาราผ่านฐานเรียนรู้ 8 ฐานด้วยกัน ได้แก่ 1.ฐานเรียนรู้การผลิตพันธุ์ยาง ซึ่งมีการจัดการระบบการให้น้ำโดยใช้สปริงเกลอร์ และใช้ชุดควบคุมเวลาการให้น้ำแบบอัตโนมัติเพื่อประหยัดการใช้น้ำและแรงงาน 2.ฐานเรียนรู้การปลูกยาง การดูแลรักษา พืชแซม พืชคลุมดิน เป็นการจัดแสดง สาธิตการดูแลรักษาสวนยางในระยะก่อนให้ผลผลิต การปลูกยางเพื่อใช้ศึกษาเปรียบเทียบลักษณะของพันธุ์ยางจำนวน 11 สายพันธุ์ โดยมีการแสดงการใช้ระบบการให้น้ำแบบน้ำหยด และเทปน้ำพุ่ง ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำได้ประโยชน์กับพืชแซม พืชร่วมยาง และยางพาราในเวลาเดียวกัน

                3.ฐานเรียนรู้การบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นการจัดแสดงและสาธิตการดูแล การบำรุงรักษาสวนยางในระยะให้ผลผลิต และอื่นๆ เป็นการแนะนำการเพิ่มผลผลิตในช่วงหน้าแล้ง และในระยะฝนทิ้งช่วง ด้วยการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์จากแหล่งน้ำบาดาล โดยใช้เครื่องปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำ ทำให้ประหยัดพลังงานและเหมาะสำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ขาดแคลนแหล่งน้ำบนดิน 4.ฐานเรียนรู้การแปรรูปผลผลิตยางขั้นต้น 5.ฐานเรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า 6.ฐานเรียนรู้หลุม โดยมีการจัดการระบบน้ำด้วยการใช้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ในหลุมเดียวกัน ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

                7.ฐานเรียนรู้บ้านวิถีบ้านวิถีชีวิตชาวสวนยาง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการจัดจำลองบ้านวิถีชีวิตชาวสวนยาง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและจัดการระบบน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการใช้น้ำแบบน้ำหยด แบบมินิสปริงเกลอร์ การคลุมโคนด้วยฟางข้าว เพื่อลดการสูญเสียน้ำ การใช้น้ำร่วมกันระหว่าง การเลี้ยงกบกับเลี้ยงปลา และการใช้น้ำจากบ่อเลี้ยงปลามารดน้ำพืชผักของบ้านวิถีฯ และ 8.ฐานเรียนรู้การปลูกยางแบบผสมผสาน เป็นการปลูกยางผสมผสานด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจหรือพืชผัก การเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้ในการบริโภคภายในครัวเรือนเป็นหลัก เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพ สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร มีการสาธิตระบบการจัดการน้ำ โดยการสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมากักเก็บในถังเก็บและบ่อน้ำที่ปูพื้นด้วยยางพาราป้องกันการสูญเสีย การรั่วซึมของน้ำ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีสภาพดินเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ และขาดแคลนแหล่งน้ำ

                อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมครั้งนี้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมทรัพยากรน้ำ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมบูรณาการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าในมิติต่างๆ ของภาคการเกษตร ทั้งด้านการจัดการบำรุงดิน การประมง การเลี้ยงสัตว์ การผลิตพืช และการติดตั้งระบบน้ำในแปลง เป็นต้น อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย โดยคาดหวังว่าเกษตรกรและประชาชนทั่วไปน้อมนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำ มาปรับใช้ในการทำเกษตรและชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบัน