
'โอท็อปสีเขียว'เพิ่มค่าสิ่งทอ กลุ่มโคราชดันยอดขายทะลุล้าน
24 ก.ค. 2558
ทำมาหากิน : ปั้น 'โอท็อปสีเขียว' เพิ่มค่าสิ่งทอ กลุ่มโคราชดันยอดขายทะลุล้าน : โดย...ธานี กุลแพทย์
ปั้น “โอท็อปสีเขียว” มุ่งกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง “กลุ่มหัตถกรรมผ้าไหมบ้านดู่” จ.นครราชสีมา นำโดย นางประภาพรรณ พาภักดี ยืนยันทำแล้วเห็นผล ช่วยขยายช่องทางการตลาด ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้า เผยปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้กว่า 1.2 ล้าน
น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า กรมส่งเสริมได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ดำเนินโครงการสนับสนุนสถานประกอบการวิสาหกิจชุมชนโอท็อป ระดับ 4 และ 5 ดาว เพื่อพัฒนาคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปี 2557 กรมได้ส่งเสริมกลุ่มสถานประกอบการประเภทสิ่งทอขนาดเล็ก 160 แห่ง จาก 20 จังหวัด ปรากฏว่ามีสถานประกอบการผ่านเกณฑ์ประเมินระดับประเทศ 69 แห่ง และได้รับการต่ออายุการรับรองอีก 21 แห่ง รวม 90 แห่ง โดยสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ประเมินระดับดีเยี่ยม ได้รับตราสัญลักษณ์ G-Green Production หรือ G ทอง 10 แห่ง ระดับดีมากได้รับตราสัญลักษณ์ G เงิน 28 แห่ง และระดับดี ได้รับตราสัญลักษณ์ G ทองแดง 39 แห่ง
นางประภาพรรณ พาภักดี ประธานกลุ่มหัตถกรรมผ้าไหมบ้านดู่ ต.เมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วิสาหกิจชุมชนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินระดับดีเยี่ยม กล่าวว่า กลุ่มได้นำหลัก “5 ส.” มาเป็นแนวทางพัฒนากระบวนการผลิต ประกอบด้วย 1.สะสาง คือ การแยกของที่ต้องการออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้ง 2.สะดวก คือ จัดวางสิ่งของต่างๆ ให้เป็นระเบียบ สะดวก ปลอดภัย 3.สะอาด คือ ทำความสะอาด เครื่องมือ อุปกรณ์ สถานที่ทำงาน 4.สุขลักษณะ คือ สภาพหมดจดถูกสุขลักษณะ และ 5.สร้างนิสัย คือ การปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
โดยผลิตภัณฑ์ของกลุ่มจะใช้วัสดุจากธรรมชาติทั้งหมด ขณะที่กระบวนการผลิตก็คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เศษเปลือกไม้ ใบไม้ ที่นำมาสกัดสีเสร็จแล้ว ก็นำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ หรือน้ำที่ใช้ก็มีการนำไปบำบัดเพื่อนำไปรดต้นไม้ต่อ
ทั้งนี้ หลังจากหันมาใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน คือ 1.สุขภาพดีขึ้น เช่น เรื่องระบบการหายใจ เมื่อก่อนตอนใช้สีเคมีย้อมผ้า สมาชิกหลายคนมักมีปัญหาเรื่องการหายใจติดขัดวิงเวียนศีรษะ แต่เมื่อหันมาใช้สีธรรมชาติอาการเหล่านั้นก็ดีขึ้น 2.ลดต้นทุนผลิต เช่น ทุกวันนี้กลุ่มไม่จำเป็นต้องซื้อสีมาย้อมผ้า เพราะเราใช้สีธรรมชาติ อย่างต้นมะม่วงที่ปลูกไว้หน้าบ้านก็นำมาสกัดสีได้ ต้นสบู่เลือดหรือวัชพืชต่างๆ ในนา ก็นำมาใช้ได้ทั้งหมด และ 3.ช่องทางการตลาด โดยเฉพาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาดูงานและสั่งซื้อผ้าไหมจากเราเพิ่มขึ้นเป็นการขยายผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้กับกลุ่มและผ้าไหมของไทย
“การมีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ภาพลักษณ์สินค้าดีขึ้น เมื่อภาพลักษณ์ดีขึ้นก็สามารถขายได้ในราคาที่ดีกว่า โดยปีที่ผ่านมากลุ่มมียอดจำหน่ายผ้าไหมทั้งหมดถึง 1.2 ล้านบาท ดังนั้นจึงขอเชิญชวนกลุ่มสมาชิกทอผ้าปรับใช้กระบวนการผลิตนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่ได้ผลคุ้มค่า อย่างน้อยก็ได้ประโยชน์ต่อชุมชน ต่อสุขภาพของเราเอง การตลาดก็ดีกว่าเดิม รับรองได้ เพราะกลุ่มของเราผ่านประสบการณ์มาด้วยตัวเอง” นางประภาพรรณ กล่าว
-----------------------
(ทำมาหากิน : ปั้น 'โอท็อปสีเขียว' เพิ่มค่าสิ่งทอ กลุ่มโคราชดันยอดขายทะลุล้าน : โดย...ธานี กุลแพทย์)



