
คอตีบตัวร้าย...ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
23 ก.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : คอตีบตัวร้าย...ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคคอตีบในปี พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วย 16 ราย เสียชีวิต 4 ราย ส่วนปี พ.ศ. 2558 นี้ สถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 10 กรกฎาคม 2558 มีรายงานผู้ป่วยโรคคอตีบ 10 ราย จากจังหวัดยะลา ตาก จันทบุรี และสุรินทร์ ในจำนวนนี้เสียชีวิต 1 ราย โรคคอตีบเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน
โรคคอตีบ (Diphtheria) สามารถติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ เพียงหายใจรดกัน การไอ จาม หรือใช้ภาชนะ เช่น ช้อน แก้วน้ำร่วมกัน เชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae (C. diphtheriae) ซึ่งมีรูปทรงแท่งและย้อมติดสีแกรมบวก มีสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดพิษ (toxogenic) และไม่ทำให้เกิดพิษ (nontoxogenic) พิษที่ถูกขับออกมาแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เชื้อตัวนี้ชอบไปที่กล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ถึงตายได้
เชื้อโรคคอตีบมีระยะการฟักตัว 2-5 วัน โดยมีการสะสมเชื้ออยู่ที่บริเวณลำคอ หลังจากระยะฟักตัวหากเชื้อยังไม่ได้รับการทำลาย ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ ไอเป็นเสียงก้อง เจ็บคอ เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจคอจะพบเยื่อแผ่นสีขาวบริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่ ซึ่งเกิดจากพิษที่ทำให้มีการทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้มีการตายของเนื้อเยื่อทับซ้อนกันเกิดเป็นแผ่นเยื่อ (Membrane) ติดแน่นกับเยื่อบุในลำคอ หากแผ่นเยื่อนี้บุแน่นจนถึงหลอดคอ จะทำให้ทางเดินหายใจตีบตันหายใจลำบาก ถึงตายได้ และอาการแทรกซ้อนที่สามารถพบได้ เช่น ไซนัสอักเสบหรือหูชั้นในอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงสารพิษที่เชื้อแบคทีเรียสร้างออกมายังสามารถทำให้เกิดเส้นประสาทอักเสบหรือหัวใจอักเสบได้
การวินิจฉัยและตรวจรักษาโรคคอตีบสามารถทำได้โดยการนำเยื่อแผ่นที่บุภายในลำคอออกมาเพาะเชื้อดูว่าเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดพิษหรือไม่ เมื่อแพทย์ตรวจและสงสัยว่าเป็นคอตีบ จะต้องรีบให้ Diphtheria Antitoxin (DAT)* โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ไปทำลายเชื้อก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทั้งนี้โดยไม่ต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเฝ้าระวังเรื่องระบบทางเดินหายใจและภาวะแทรกซ้อนในระบบไหลเวียนโลหิตอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้การป้องกันเชื้อโรคคอตีบที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนตามกำหนดตั้งแต่วัยเด็ก อายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี รวมถึงผู้สูงอายุ เพราะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปีและในผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 40 ปี จะมีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตจากเชื้อโรคคอตีบสูงกว่ากลุ่มอื่น และควรมีการฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี แต่ถ้าไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ให้เริ่มรับการฉีดวัคซีนทันที
ภายหลังการฉีดวัคซีนอาจมีอาการเป็นไข้ ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการที่ไม่รุนแรง ซึ่งมักจะมีอาการไม่เกินสองวัน บางรายอาจมีอาการปวดลามถึงหัวไหล่ หรือทั้งแขน แสดงว่าระดับภูมิคุ้มกันบาดทะยักอยู่ในระดับสูง และอาการนี้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด กรณีมีไข้ ตัวร้อนแนะนำให้เช็ดตัวตามข้อพับ เพื่อระบายความร้อน หากอาการไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์
นอกจากนี้การป้องกันโรคคอตีบด้วยวิธีอื่นๆ เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย การใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับผู้ป่วย วิธีการเหล่านี้ยังช่วยลดการระบาดได้อีกด้วยดังนั้นแล้วนอกจากการรับวัคซีนและการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการติดเชื้อแล้ว หากมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคคอตีบให้รีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรักษาและลดการแพร่เชื้อสู่ชุมชน
โรงพยาบาลไทยนครินทร์



