
จิตรกรรมเล่าเรื่องสังคมไทย
23 ก.ค. 2558
ศิลปวัฒนธรรม : จิตรกรรม เล่าเรื่องสังคมไทย
วิวัฒนาการของสังคมพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนหลายคนอาจยังไม่ทันได้หยุดมองเห็นเพราะกำลังก้มหน้าก้มตาเดินหน้าเป็นกลไกของการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ก็ยังมีศิลปินกลุ่มหนึ่งกำลังหยุดเพื่อตั้งโจทย์และตอบคำถามเกี่ยวกับรูปแบบความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบันก่อนถ่ายทอดมุมมองของแต่ละคนออกมาได้เป็นงานศิลป์ลึกซึ้งด้วยความหมายกว่า 61 ชิ้น ใน งานแสดงผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 17 ภายใต้หัวข้อ “สร้างสรรค์เพื่อความสมบูรณ์แห่งชีวิต” พร้อมแสดงอิสระของการสื่อความหมายต่อสังคมในเชิงต่างๆ ภายใต้แนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่ร่วมส่งผลงานเข้าประกวด และจัดแสดงผลงานให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาหาคำตอบของสังคมว่าตอนนี้เรากำลังมีความสุข หรือทุกข์กันแน่
ผลงานโดยรวมภายในหอศิลปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้าเจ้าฟ้า ที่เห็นได้ชัดคือศิลปินส่วนมากเลือกใช้เทคนิคหลากหลายสะท้อนความสมบูรณ์แห่งชีวิตในสายตาคนรุ่นใหม่ที่ยังมีความซับซ้อน สับสน ขาดหาย สืบเนื่องจากสถานการ์ณสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นเป็นผลงานรางวัลยอดเยี่ยมอันดัง 1 ของ วีระพงศ์ แสนสมพร ศิลปินรุ่นใหม่จาก จ.นครศรีธรรมราช ในผลงาน สุนทรีย์จากมิติโครงสร้างของพื้นที่ นำเส้นลวดเหล็กมาสานถักทอ และเชื่อมวัสดุธรรมชาติเข้าด้วยกันจากนั้นแต่งแต้มด้วยสีน้ำมัน พ้นเคลือบสีรถยนต์จนได้โครงสร้างจิตรกรรมที่มีมิติ สื่อถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมบนเมืองที่กำลังเจริญแล้วเจริญอีก
“เดิมทีผมมีพื้นฐานความคิดเกี่ยวกันพื้นที่เมือง พื้นที่ธรรมชาติ และผังเมือง ผมใช้แสงสี วัสดุในเมือง มาเชื่อมกับธรรมชาติ กิ่งไม้การแตกระแหงของหน้าดินเป็นมุมที่ทำให้เห็นว่ามนุษย์กำลังพยายามเอาธรรมชาติกลับเข้ามาในความเจริญ แนวคิดหลักให้ความสำคัญของคนที่มาดูงานนามธรรมที่อยากให้เขารู้สึกกับสิ่งที่ผมทำ แต่ไม่ต้องบอกเรื่องราวตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง คนดูจะได้จินตนาการสุดแล้วแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอมาก” วีระพงศ์กล่าวถึงผลงาน
ส่วนรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 2 ในชื่อ “เพศวิถี หมายเลข 1” โดย ผดุงพงษ์ สารุโณ จาก จ.สตูล ใช้เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ถ่ายทอดเรื่องราวของเพศที่ 3 ประกอบอาชีพเป็นนักแสดงคาบาเรต์ ซึ่งได้ทั้งเลี้ยงชีพและแสดงตัวตนที่แท้จริง เท่าเทียม สามารถอยู่ร่วมกันและสร้างความสุขให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยในสังคม ในรางวัลเดียวกันนี้มีอีกผลงานสะท้อนมุมมองของคนต่างถิ่นที่เข้ามาในเมืองใหญ่่ในชื่อ “มนุษย์เมือง 2015” โดย ไทรเติ้ล เงาะอาศัย บอกเล่าชีวิตตัวเองในกรุงเทพ 20 กว่าปี ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่คุ้นชิน ไม่สดชื่นกับสังคมที่อยู่ มีความอ้างว้างความเปล่าเปลี่ยวโดยเขียนภาพให้เหมือนภาพเนกกาทีฟ สะท้อนชีวิตที่เปลี่ยนไปอีกด้านหนึ่ง ไร้จิตวิญญาณ ไร้ความรู้สึก
ด้านความเป็นอยู่ที่บ่งบอกถึงความเป็นคนเมืองอย่างสมจริง เจ้าของรางวัลดีเด่น กนกพรรณ ธราสุวรรณ ได้สร้างสรรค์ภาพศิลปะทับซ้อน “แต่งแต้มหมายเลข 2” เล่าไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่มีแบรนด์เนมเป็นค่านิยม ฉากหลังคือภาพภายในรถไฟฟ้าบ่งบอกวิถีชีวิตธรรมดาของคนเมือง เจ้าตัวเล่าว่าใช้วิธีการถ่ายภาพแล้วปริ๊นท์ลงบนผ้าเนื้อหนา-บาง นำมาวางซ้อนกันห่างๆ ให้มีมิติ แต่งชุดผู้หญิงในภาพให้โดดเด่น มีเครื่องประดับ เครื่องใช้อู้ฟู่ หรูหรา สะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ของมนุษย์ที่เสพแบรนด์เนมมากจนเกินควร
นอกจากเรื่องของคน สถาปัตยกรรมก็ยังสะท้อนวิถีชีวิคนปัจจบันได้ จากอีกหนึ่งผลงานดีเด่นในชื่อ “ร่องรอยสถาปัตยกรรมหมายเลข 6” โดยสาวยะลา อเดียนา บีฮิง หยิบเรื่องคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เหลือน้อยลงทุกที ในภาพบ้านไม้เก่าของคนพื้นเมืองที่ยังมีคราบความสุขความทุกข์ มีความทรงจำในบ้านหลังนี้ เธอบอกว่าในเบตงไม่ค่อยมีบ้านลักษณะแบบนี้ให้เห็นกันแล้ว จึงปรับบรรยากาศภาพให้เห็นร่องรอยสถาปัตยกรรมชัดขึ้น ใช้การแกะไม้นำมาพิมพ์ลงบนผ้าใบ จากนั้นก็วาดรูปตัวบ้านด้วยสีเข้มบรรยากาศหมองหม่น เย็บเส้นไหมลงไปในภาพเพื่อแต่งเติมเสริมสร้างสิ่งที่กำลังจะผ่านไปให้สมบูรณ์มากขึ้น มีการการแปะกระดาษสาแล้ววาดทับให้เหมื่อนรอยฉีกกระชากเหลือแต่ร่องรอยบอกเล่าความเสื่อม ผุพัง ได้ชัดเจน ตรงไปตรงมา
ยังมีอีกหลายผลงานให้ทึ่งกันความคิดสร้างสรรค์ และการเล่าเรื่องสังคมที่สวยงามผ่านเทคนิคแยบยลอีกมากมายให้รับชม ภายในหอศิลปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า จนถึงวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ เวลา 08.30-16.30 น. (ยกเว้นวันจันทร์) หลังจากนั้นจะถูกนำไปจัดแสดงต่อที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 7-28 สิงหาคมนี้ ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 -17.00 น.



