
ไวรัสตับอักเสบใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด
22 ก.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : ไวรัสตับอักเสบใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด
วันที่ 28 กรกฎาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้เป็น “วันตับอักเสบโลก (World Hepatitis Day)” มีความมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความตระหนักถึงไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัสตับอักเสบบี และซี ตลอดจนสนับสนุนให้ทั่วโลกมีการป้องกัน การวินิจฉัยและการรักษาที่ดีขึ้น
ไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นเชื้อไวรัสที่มีการติดเชื้อในคนมากที่สุดประชากรโลก 2,000 ล้านคน อาจเคยติดเชื้อไวรัสบีช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต นั่นหมายถึงประชากรโลกทุก 1 คนใน 3 คน เคยติดเชื้อไวรัสบี ที่สำคัญประชากรประมาณ 350-400 ล้านคนติดเชื้อไวรัสบีเรื้อรัง และพบว่าเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับที่สำคัญที่สุดในคนไทย ร้อยละ 70-75 ของผู้ป่วยมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ที่สำคัญตัวไวรัสบีเองสามารถก่อให้เกิดมะเร็งตับได้โดยไม่ต้องมีตับแข็ง แต่โอกาสจะน้อยกว่าผู้ป่วยที่มีตับแข็งแล้ว
สำหรับคนไทย ร้อยละ 6-12 ในคนอายุมากกว่า 40 ปี ติดเชื้อไวรัสบีเรื้อรัง แต่ปัจจุบันหลังจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสบีให้เด็กแรกเกิดตั้งแต่ ปี พ.ศ.2535 ทำให้การติดเชื้อไวรัสบีเรื้อรังในคนไทยเฉลี่ยลดลงเป็นประมาณร้อยละ 4-6 ซึ่งประมาณได้ว่า คนไทยมากกว่า 3 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสบีเรื้อรัง
เราติดเชื้อไวรัสบีได้อย่างไร
1.จากมารดาสู่ทารกเป็นการติดเชื้อไวรัสบีที่สำคัญและบ่อยที่สุดในคนไทย พบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยไวรัสบีเรื้อรังติดเชื้อไวรัสบีตอนแรกเกิด ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสบีสูง จะมีโอกาสติดเชื้อจากแม่ได้สูงมากกว่าร้อยละ 90
2.จากเพศสัมพันธ์ ไวรัสบีสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นคู่สามีภรรยาที่มีคนหนึ่งเป็นไวรัสบีเรื้อรัง ควรตรวจในอีกคนหนึ่ง ถ้ายังไม่เคยติดเชื้อไวรัสบีและไม่มีภูมิควรรับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสบีให้ครบ 3 เข็ม
3.จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น การฉีดยาเสพติด, การสัก, ฝังเข็ม รวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน, ใบมีดโกนหนวด ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ติดเชื้อไวรัสบีได้
4.การได้รับเชื้อไวรัสบีจากเลือดหรือน้ำเหลืองผู้ป่วยผ่านทางผิวหนังที่เป็นแผล หรือทางเยื่อบุตา, ปาก
เมื่อเชื้อไวรัสบีเข้าสู่ร่างกายแล้วมักจะไปอยู่ในเซลล์ตับ มีการแบ่งตัวทำให้เกิดโรคตับอักเสบฉับพลัน ผู้ป่วยมักเริ่มด้วยมีอาการไข้ต่ำๆ เพลีย เบื่ออาหารเจ็บแน่นใต้ชายโครงขวา หลังมีอาการดังกล่าวประมาณ 5-7 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะสีชาเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ในช่วงที่มีอาการดีซ่านไข้จะไม่มีแล้ว อาการดีซ่านและตับอักเสบจะดีขึ้นภายใน 1-3 เดือน แล้วสามารถหายจากไวรัสตับอักเสบฉับพลันมากกว่าร้อยละ 90
รู้ได้อย่างไรว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเป็นการตรวจหาดูเปลือกของไวรัสบี (HBsAg) ในเลือดเป็นวิธีที่ทำได้ทั่วไปและมีความไวสูง ผู้ที่ตรวจพบว่ามี HBsAg เป็นบวกในเลือด แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัสบี และถ้า HBsAg เป็นบวกนานเกิน 6 เดือนจัดว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจะมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อดูว่าไวรัสบีมีการแบ่งตัวไหม มีปริมาณไวรัสในร่างกายมากเท่าไหร่ และเป็นไวรัสที่มีการกลายพันธุ์แล้วหรือยัง ซึ่งค่าที่แพทย์มักตรวจเพื่อประเมินสภาพของไวรัสบี ได้แก่ HBeAg, HBeAb, HBV DNA
เมื่อประเมินได้ว่าไวรัสบีมีการแบ่งตัวในร่างกายผู้ป่วย จะทำการตรวจเลือดดูว่ามีการอักเสบของตับหรือไม่ โดยการตรวจดูระดับเอนไซม์ตับในเลือด (AST, ALT) ในผู้ป่วยที่มีการสูงขึ้นของค่า AST, ALT กว่าปกติโดยไม่มีสาเหตุอื่น ก็แสดงว่ามีภาวะตับอักเสบเรื้อรังด้วย นอกจากนี้จะมีการตรวจเลือดประเมินการทำงานของตับว่ามีการเสียหน้าที่การทำงานของตับมากน้อยขนาดไหน เช่น การตรวจดูค่าโปรตีน albumin ในเลือด ดูค่า bilirubin ค่าการแข็งตัวของเลือด Prothrombin time (PT)
ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องการการเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และประเมินความรุนแรงของภาวะตับอักเสบและพังผืดในตับ การเจาะเนื้อตับไม่ใช่การผ่าตัด แต่ใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังเข้าไปเอาชิ้นเนื้อตับมาตรวจ ผลแทรกซ้อนจากการเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจมีน้อย โอกาสเลือดออกจนได้รับเลือดหรือรับการผ่าตัดมีเพียง 3 ใน 1,000 เท่านั้น ในปัจจุบันมีการตรวจประเมินพังผืดในตับโดยวิธีอื่นที่ไม่ต้องเจาะเนื้อตับมาตรวจ เช่น การตรวจด้วยเครื่อง Fibroscan ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการเจาะตับมาตรวจในผู้ป่วยได้มากถึงร้อยละ 60
หลังจากมีการประเมินทั้งไวรัสบี ความรุนแรงและระยะของโรคตับแล้ว แพทย์จึงพิจารณาว่ามีข้อบ่งชี้ในการรักษาหรือยังและควรรักษาอย่างไร ที่สำคัญจะมีการประเมินผู้ป่วยเป็นระยะๆ ทุก 3-6 เดือน เพราะโรคจะมีการดำเนินและมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้
การรักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
ปัจจุบันการรักษาไวรัสบี สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสบี ทำให้สามารถลดการอักเสบของตับ ชะลอหรือยับยั้งการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ นอกจากนี้การรักษายังสามารถลดภาวะพังผืดในตับทำให้ตับแข็งดีขึ้นได้ด้วย
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ผู้ป่วยไวรัสบีเรื้อรังต้องได้รับการรักษาทุกราย แพทย์จะพิจารณาการรักษาเฉพาะผู้ป่วยที่มีการแบ่งตัวของไวรัสบี ร่วมกับมีการอักเสบของตับ หรือมีโรคตับอยู่ ในบางช่วงของโรคอาจจะตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดี ดังนั้นแพทย์จะพิจารณารักษาในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ในเวลาที่เหมาะสม และเฝ้าติดตามผู้ป่วยที่ยังไม่ต้องการรักษา เพื่อจะพิจารณารักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้ และมีการเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ
รศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์
ผู้อำนวยการอาวุโสและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสถาบันโรคตับและระบบทางเดินอาหาร
โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท



