ไลฟ์สไตล์

คน(เมือง)ไม่มีเวลาทำครอบครัวห่างเหิน

คน(เมือง)ไม่มีเวลาทำครอบครัวห่างเหิน

22 ก.ค. 2558

โซไซตี้ : คน(เมือง)ไม่มีเวลา ทำครอบครัวห่างเหิน

 
         กระแสโลกาภิวัฒน์และความเจริญของเทคโนโลยีใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้ขับเคลื่อนให้สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน และพัฒนาสู่ความเป็นเมืองเร็วขึ้นจะมีอะไรเปลี่ยยนแปลงไปบ้างนั้น  สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ในฐานะหน่วยงานด้านวิชาการของกลุ่มบริษัทอาร์แอลจี จึงได้ร่วมมือกับ สสส. และสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ดำเนิน “โครงการวิจัยครอบครัวไทยในเขตเมือง 2557” (Thai Urbanized Family 2014) เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิต ทัศนคติ และพฤติกรรมของครอบครัวไทยในเขตเมือง  โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวของครอบครัวไทยในเขตเมือง จำนวน 2,040 ตัวอย่าง ในพื้นที่ 11 เมือง (จากการวางผังประเทศของสภาพัฒน์ฯ หรือผังประเทศไทย 2600) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา มุกดาหาร ระยอง ระนอง และสุราษฏร์ธานี
 
         สุภาภรณ์ ก่อวณิชกุล ผู้จัดการศูนย์วิจัย สถาบันอาร์แอลจี ได้รายงานผลการวิจัยเพิ่มเติมว่า มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจได่แก่ เรื่องที่ครอบครัวในเมืองขาดความรู้ความเข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ของครอบครัว รู้แต่หน้าที่ของสมาชิก รู้หน้าที่ของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าครอบครัวเข้มแข็งจะต้องเป็นอย่างไร ครอบครัวเกือบ 20% ไม่มีการวางเป้าหมายครอบครัวร่วมกัน สาเหตุหลักคือ “ไม่มีเวลา” เนื่องจากใช้เวลาไปกับการทำมาหากิน 60% ของกลุ่มที่ครอบครัววางเป้าหมายร่วมกัน ก็เป็นเป้าหมายเรื่องปากท้องและการทำมาหากินเท่านั้น  ไม่ได้วางเป้าหมายที่สำคัญอื่นๆ เช่น การอบรมเลี้ยงดูและการศึกษาของลูก การออม การเตรียมรับมือภาวะผู้สูงอายุ ฯลฯ นอกจากนี้มีครอบครัวถึง 30% เข้าใจว่า ถ้าไม่มีลูกหรือลูกโตทำงานได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวางเป้าหมายแต่อย่างใด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีการวางเป้าหมายหรือแผนชีวิตอย่างต่อเนื่องตามวงจรชีวิตของครอบครัว
 
         "การวิจัยพบว่า 1 ใน 3 ของครอบครัวในเมืองมีสัมพันธภาพน่าเป็นห่วง ขาดการปฏิสัมพันธ์เพราะมีครอบครัวถึง 40% ที่ไม่ค่อยเล่าหรือไม่เล่าอะไรให้คนในครอบครัวฟังเลย มีครอบครัวมากถึง 60% ที่มีการใช้อำนาจ บังคับ ขู่เข็ญ และอีก 33% ครอบครัวไม่ค่อยใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และด่าทอหยาบคาย ทำร้ายจิตใจ ละเลยทอดทิ้ง มากถึง 34% และยังมีการทำร้ายร่างกายถึง 11% เมื่อครอบครัวมีสัมพันธภาพไม่ดีก็ส่งผลย้อนกลับ ทำให้ไม่อยากวางเป้าหมายครอบครัวและไม่อยากทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งพบว่ามี 5% ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันเลย โดย 60% ของกลุ่มนี้ให้เหตุผลว่า “ไม่มีเวลา” นอกจากนี้คนเมืองถึง 2 ใน 3 มีความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการเงินทองในระดับปานกลางถึงน้อยมาก ครึ่งหนึ่งของคนเมืองมีรายรับน้อยกว่าหรือเท่ากับรายจ่าย อีกทั้งไม่แน่ใจว่าเงินออมจะเพียงพอ สอดคล้องกับ 30% ของคนเมืองที่ไม่มีการออมเลย ครอบครัวมีหนี้มีสูงถึง 65% ซึ่งเป็นหนี้สินเพื่อการใช้จ่ายและของฟุ่มเฟือยถึง 31% ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการซื้อของลดราคา การเปลี่ยน gadget ใหม่ๆ ซื้อของแบรนด์เนม กินกาแฟยี่ห้อดัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการเสพติดค่านิยมทางสังคมแบบหนึ่ง" สุภาภรณ์ กล่าว
 
         ผลวิจัยยังพบว่าคนในเมืองส่วนมากให้เหตุผล “ไม่ค่อยมีเวลา” กับครอบครัว เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน และอีกเหตุผลที่สำคัญคือการเดินทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งกินเวลาเฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และต้องการพักผ่อนมากกว่าทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ถึงแม้จะรับรู้ว่าการให้เวลากับครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญก็ตาม