ไลฟ์สไตล์

สปอต

สปอต

20 ก.ค. 2552

สิ่งที่ดีที่สุดในตัวฉันคือ “เสียง” จะเลี่ยงตอบว่า “ใจ” ก็เกรงใจกลัวคนจะอ้วก ใครเขาจะมาเชื่อ หน้ายิ่งร้ายๆ อยู่ เพราะนอกจากทำให้ผู้คนมีความสุข (ยกเว้นการใช้เสียงไปในทางลบ เช่น เม้าท์มอย นินทาก่นด่า จิกตี วีนแตก ฯลฯ) แล้วยังได้สตางค์มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้

“อย่าไปจ้างมัน…แพง !”

 เห็นใจกันหน่อยสิเพ่! เด็กบางคนเพิ่งเกิดมาในแวดวงแค่ปีสองปี ค่าตัวต่างกับฉันแค่หมื่นสองหมื่น เขายังมีเวลาหากินอีกเยอะ ส่วนฉันแก่ขนาดนี้แล้วจะไปได้สักกี่น้ำ งั้นขอให้ป้าก่อนนะ ไอ้คนด่าก็ไม่เคยจ้างฉัน ส่วนคนจ้างก็ไม่เคยด่า นักร้องนะเพ่ ไม่ใช่โลงศพ คนซื้อถึงไม่ได้ใช้ คนใช้ก็ไม่ได้ซื้อ (เกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย?)

 เอาเถอะ ยังไงก็มีคนจ้างให้ไปใช้เสียงอยู่ดี จ้างไปร้องตามงานมันก็ธรรมดาเสียจนชิน แต่จ้างไปใช้เสียงแบบไม่เห็นหน้าเห็นตา อันนี้ชอบ (แต่ไม่ค่อยมีคนจ้าง นี่ขนาดไม่เอาหน้าไปด้วยแล้วนะ) เรียกกันว่า อ่านสปอต (spot) โฆษณา ที่พวกนักร้องชอบหากินเป็นไซด์ไลน์ (sideline) อาชีพเสริม (จะพูดให้ยากทำไมเนี่ย) ที่ได้ยินกันส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเสียงผู้ชาย ไม่ค่อยเข้าใจเขาเหมือนกัน บางทีใช้เสียงผู้ชายมาอ่านโฆษณาผ้าอนามัย ยังไง? มันช่วยให้ผู้บริโภคที่มีเมนส์กระชับ มั่นใจ และอบอุ่นขึ้นหรือไง? เหมือนมีคนคนนั้นอยู่ใกล้ๆ ช่วงมีเมนส์มั้ง มีตั้งแต่ผ้าอนามัย โรลออนทาเต่า แชมพูสระผมของผู้หญิง ครีมทาหน้า ทาตัว ทาเท้า อื่นๆ อีกจิปาถะ ขาดอยู่อย่างเดียว น้ำยาชำระล้างจุดซ่อนเร้น จะได้ยิ่งรู้สึกลึกซึ้งกันเข้าไป เหมือนคนคนนั้นมาชำระล้างให้…(อันนี้เป็นความสงสัยและคับข้องใจส่วนตัว ผู้อ่านกรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือกรุณาอย่าใส่ใจ มันเพ้อ!)

 จะว่าไปมันก็มีเหตุผล การใช้เสียงผู้ชายกับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงฟังบ่อยๆ เหมือนถูกสะกดจิต แค่ผู้ชายบางคนพูดอะไรโง่ๆ เรายังเชื่อเลย นี่พูดประโยคที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ขบคิดให้ติดหู เพื่อให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เออ…นั่นแหละ ใครที่ไหนจะหนีพ้น ประโยคติดหู กับน้ำเสียงนุ่มและคุ้นหู ฟังบ่อยๆ มันก็คุ้นและเชื่อกันไปเอง เอ้าซื้อสิยะ!

 "เสียงผู้ชายคนไหนฮิตสุดๆ" ฉันถามน้องที่มีหน้าที่ติดต่อหาคนมาอ่านสปอต

 “มันก็เป็นช่วงๆ นะพี่ ช่วงนี้ บุรินทร์ กรู๊ฟไรเดอร์ มาแรงสุด เสียงเขาเพราะแล้วก็ทันสมัยเข้ากับสินค้าทุกชนิด ลูกค้าชอบ ก่อนหน้านั้นก็ ป๊อด โมเดิร์นด็อก, ก้อง สหรัถ, พี่ฮาร์ท สุทธิพงษ์ โอ๊ยเยอะแยะพี่ ตอนนี้หนูนึกได้แค่นี้...”

 หืม...ที่เอ่ยชื่อมาก็หน้าตาดีทั้งนั้นนะ บุรินทร์ กับ ก้อง เนี่ยชนะเลิศ จะหล่อไปไหน ไหนใครบอกว่า เอาแต่เสียงไง ยังไงหน้าก็มาด้วยอยู่ดี แค่ได้ยินเสียงก็นึกหน้าออกแล้ว มิน่าฉันถึงไม่ค่อยถูกเรียกใช้ เดี๋ยวคนนึกหน้าได้ ผลิตภัณฑ์ของเขาจะเสียภาพลักษณ์ โธ่!

 อย่างไรก็แล้วแต่ เวลาที่มีลูกค้าเรียกใช้บริการ (นานๆ ที) ฉันก็จะแอบดี๊ด๊าในใจ (ก็เจ้าเดิมนั่นแหละ) เป็นครีมบำรุงผิวหน้า (อย่ามาสิ รู้นะว่าแอบคิดถึงกวนอิมอยู่) อือ...เกิดมาไม่เคยเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามได้ใช้เสียงก็ยังดีฟะ ตัวแสดงและการถ่ายทำเสร็จสำเร็จมาจากเมืองนอก ไฮโซ้ว...ไฮโซ แล้วต้องใช้เสียงสวยๆ ลืมหน้าคนอ่านไปชั่วขณะ ใช้เสียงเข้าสิงตัวแสดงสวยๆ วุ้ยชอบ!

 "พี่คิ้มคะ...ตรงนี้อยากให้ออกแนวโรแมนติกหน่อยน่ะค่ะ แล้วตรงชื่อผลิตภัณฑ์ก็ให้เสียงมันเด่นขึ้นมา แต่ไม่ต้องฮาร์ดเซลส์ขายของนะคะ เอ่อ...ตรงคำว่าใหม่ ขอให้มันตื่นเต้นกว่านี้อีกนิดนึง..."

 ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกไปต้องให้ได้ความหมายและอารมณ์ที่ลูกค้าระบุมา ฉันชอบความละเอียดอ่อนและประณีตในการใช้เสียงพูดมากกว่าร้อง เพราะมันไม่มีทำนองช่วย มันจึงยากกว่า และท้าทายกว่า อ่าน 4-6 บรรทัด บางทีใช้เวลาเกือบชั่วโมง หรือเกินชั่วโมง เพื่อตัดต่อโฆษณาที่มีความยาวแค่ 30-45 วินาที การเป็นนักร้องในเวลานั้นต้องทิ้งมันไว้ข้างนอกห้องเสียแล้ว ประหนึ่งว่าเราไม่ได้มีตัวตน แต่เป็นคนในภาพโฆษณาที่เราใส่เสียงให้ มันทำให้รู้ว่า

 หัวใจของการทำงาน คือ ตัวงาน ไม่ใช่ตัวตน

 ฉันจึงพูดได้แต่พูดคำว่า "ได้ค่ะ" "เอาใหม่ค่ะ" "ขอโทษนะคะ" อย่างเต็มใจเพื่อให้ลูกค้าพอใจ...ในฐานะนักร้อง ฉันเอาใจคนฟัง และในฐานะคนอ่านโฆษณา ฉันจึงเอาใจลูกค้า

 "พบกับความเปลี่ยนแปลงของผิวและสามีคุณได้ใน 7 วัน..."

 ทุกครั้งที่ฉันได้ยินเสียงของตัวเองในโฆษณา ฉันก็แอบอมยิ้มทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่าอีคนอ่านหน้าตายังไง (เละเชียว)...ก็ความภูมิใจ มันอยู่ข้างใน ไม่เห็นต้องรอให้ใครชมเลยนี่