
ตั้ง'สมาพันธ์ข้าวและชาวนา'อีกก้าวพิทักษ์กระดูกสันหลังของชาติ
20 ก.ค. 2558
ตั้ง'สมาพันธ์ข้าวและชาวนา' อีกก้าวพิทักษ์กระดูกสันหลังของชาติ : ดลมนัส กาเจรายงาน
ในที่สุดการประชุมสถาบันเกษตรที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนาวไทย ที่เป็นสมาคมระดับประเทศรวมถึงสภาเกษตรกรแห่งชาติ 9 องค์กร ที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2558 มีมติจับมือเพื่อก่อตั้ง “สมาพันธ์ข้าวและชาวนาแห่งประเทศไทย” ขึ้นมา โดยมี “นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน” สหพันธ์สมาคมชาวนาไทย และอดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย 5 สมัย นั่งประธานสมาพันธ์คนแรก ตามข้อเสนอของนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานอนุกรรมาธิการเกษตร สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาของชาวนารวมกับรัฐบาล ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรชาวนามีความเป็นเอกภาพและเกิดความเข้มแข็ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ
สำหรับสถาบันเกษตรกร ที่เป็นสมาคมชาวนาระดับประเทศ จำนวน 9 องค์กรที่เข้าประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สหพันธ์สมาคมชาวนาไทย สมาคมชาวนาข้าวไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย สมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชน โดย นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุภายหลังการประชุมว่า การรวมตัวกันขององค์กรชาวนาเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ข้าวและชาวนาแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจจริงที่ต้องการให้องค์กรชาวนาเกิดความเป็นเอกภาพและสร้างความเข้มแข็ง เช่น สมาคมชาวนาไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย ก็มารวมตัวกัน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น
นอกจากนี้ การรวมกันขององค์กรชาวนายังช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ตลอดทั้งเป็นศูนย์กลางเสนอความต้องการของเกษตรกร ปัญหา อุปสรรค ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่ตรงสภาพความเป็นจริง และเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง อาทิ ปัญหาภัยแล้ง ส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ทำนาเป็นของตนเอง เป็นต้น นับเป็นการปฏิรูปองค์กรชาวนาให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรแบบมีส่วนร่วม โดยจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ด้านนายอุทัย กล่าวว่า การที่เชิญสมาคมชาวนาระดับประเทศ 9 องค์กร เข้าร่วมประชุมครั้งนี้เพื่อให้ชาวนารวมกันเป็นหนึ่งเดียวตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าในปี 2558-2259 นี้จะมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 56.69 ล้านไร่ จะให้ผลผลิต 24.14 ล้านตัน มีชาวนาที่อยู่ในอาชีพนี้ 14.8 ล้านคน แต่ปัจจุบันชาวนากำลังเผชิญกับปัญหาภัยแล้งขาดน้ำทำนา รวมทั้งปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ราคาข้าวตกต่ำ, ปัญหาหนี้สิน และปัญหาไม่มีที่ทำนาเป็นของตนเองเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นเราต้องรีบแก้จุดนี้อย่างเร่งด่วน และจากการประชุม 7 องค์กร ซึ่งเป็นผู้แทนชาวนาได้มีมติให้ฝ่ายรัฐสนับสนุนอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกข้าวลดลงเพราะปัญหาภัยแล้ง และอาจจะเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากตามปกติพื้นที่ทำนามีถึง 69.96 ล้านไร่แต่ไม่สามารถทำนาได้เพราะขาดแคลนน้ำ
ดังนั้นจึงขอให้ฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนอาชีพเสริม โดยให้ชาวนาแบ่งที่นาดอน 2 ไร่ เพื่อปลูกหญ้าเนเปีย 1 ไร่ 2 งาน ส่วนอีก 2 งาน ใช้ทำคอกเพื่อเลี้ยงแม่วัว 6 ตัว (ต้นทุนแม่วัวตัวละ 5 หมื่น) โดยการกู้เงินภายใต้เงื่อนไขของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีเอฟทีเอจ่ายดอกเบี้ยให้ใน 3 ปีแรกไม่ต้องส่งต้น และให้ส่งในปีที่ 4 ถึงปีที่ 7 (ในอัตราปีละ 25% ของเงินกู้) เกษตรกรจะมีรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองได้บ้าง
ส่วนนายนิพนธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านชาวนาจะมีปัญหาที่ต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ อย่างภาคกลางส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานมีนาข้าวค่อนข้างมาก จะเรียกร้องราคาข้าวให้สูงขึ้น แต่นาทางภาคอีสานเป็นรายย่อย การพูดเป็นไปตามแกนนำและความรู้สึกของฝ่ายการเมือง ฉะนั้นต้องรวมตัวกัน และเมื่อไปนั่งในตำแหน่งนี้ จึงคิดปรัชญาการรวมตัว เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความเข้มแข็ง และเพื่อคุณภาพชีวิตชาวนาที่ดีขึ้น
ขณะที่ นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย กล่าวว่า การก่อตั้งสมาพันธ์ข้าวและชาวนาแห่งประเทศไทย เพียงเป็นจุดเริ่มต้นที่องค์ชาวนา 9 องค์กรได้จับมือกันเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา แต่ยังไม่เป็นทางการเนื่องจากยังไม่มีการจดทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น และปัจจุบันกฎระเบียบต่างๆ ยังไม่แล้วเสร็จที่จะต้องมีการหารือใหม่ ดังนั้นที่ประชุมเลือกนายนิพนธ์ วงศ์ตระหง่าน เป็นประธานสมาพันธ์นั้น เป็นการชั่วคราว รวมถึงกรรมการบริหารสมาพันธ์ด้วย ต้องรอหลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว คงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แต่รูปแบบของการเลือกกำลังหารือว่าจะเป็นในรูปแบบใด
“หลังจากที่เรามีการรวมตัวแล้ว มีการหารือนอกรอบในเรื่องของตำแหน่งประธานตัวจริงในอนาคต บางคนให้ข้อคิดว่า หากเป็นท่านนิพนธ์ ซึ่งท่านเป็นคนที่มีความสามารถ แต่ภาพลักษณ์ ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของโรงสี ซึ่งในส่วนตัวผมคิดว่าใครก็ได้ที่มีความสามารถ ถ้ามีจิตวิญญาณที่จะแก้ปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา และสามารถทำงานกับทุกภาคส่วนได้ เพราะปัญหาเรื่องข้าวและชาวนาถูกเพาะบ่มมานาน ถึงเวลาที่จะต้องแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมในยุคนี้” นายประสิทธิ์ กล่าว
สำหรับงานเร่งด่วน นายกสมาคมชาวนาไทย ระบุว่า หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่สมาพันธ์จะต้องขับเคลื่อนเป็นการเร่งด่วนคือ 1.ต้องให้ชาวนาลดต้นทุนการผลิต 2.เพิ่มปริมาณผลผลิต 3.ผลผลิตต้องมีคุณภาพ 4.ต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค 5.ผลักดันให้มีการแปรรูป 6.จัดหาตลาดให้แน่นอน กำหนดว่าข้าวประภทใดตลาดต้องการ และมีการวางแผนว่า ข้าวแต่ละชนิดทางสมาพันธ์ต้องเป็นผู้กำหนดราคา และโรงสีต้องให้ความร่วมมือ และ 7.สิ่งที่จะให้เกิดขึ้นคือต้องกำหนดโซนนิ่ง ฉะนั้นกรรมการบริหารเข้าไปบริหารสมาพันธ์แต่ละคนต้องเป็นประธานฝ่ายที่รับผิดชอบชัดเจน อาทิ ดูในด้านลดต้นทุน อีกคนตลาด และดูการเพิ่มผลผลิต เป็นต้น การขับเคลื่อนจะได้เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย
นับเป็นอีกก้าวหนึ่งขององค์กรชาวนาทั่วประเทศ ที่หันมาจับมือเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับชาวนา หากสำเร็จตามเป้าเสมือนหนึ่งเป็นองค์กรหนึ่งที่ทำหน้าพิทักษ์กระดูกสันหลังของชาติแห่งอนาคตนั่นเอง



