ไลฟ์สไตล์

อภิสิทธิ์เผยยอดเหยื่อหวัดทะลุ30รายแล้ว

อภิสิทธิ์เผยยอดเหยื่อหวัดทะลุ30รายแล้ว

19 ก.ค. 2552

นักระบาดวิทยาคาดโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดอีกหลายระลอกก่อนสิ้นปี หยุดแพร่เมื่อคนไทยติดเชื้อร้อยละ 50 กรมควบคุมโรค-สวทช.เร่งสำรวจภาคครัวเรือนหวังรู้ข้อมูลคนป่วยจริง ฮูยุติรายงานตัวเลขผู้ป่วย-ตายทั่วโลก หวั่นหลายประเทศงบหมด ไม่เหลือใช้ระบาดรอบหน้า สธ.ปรับแนว

วันที่ 18 กรกฎาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการสัมนาผู้นำชุมชนและผู้นำท้องถิ่นตอนหนึ่งว่า  โรคข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่มีความรุนแรงที่เสียชีวิตได้โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ของไทยตอนนี้เสียชีวิตประมาณ 30 คน สหรัฐ 200 กว่าคน เชื่อได้ว่าปัจจุบันคนที่ติดเชื้อมีเยอะกว่าตัวเลขที่มีการรายงาน ส่วนที่สับสนว่าควรปิดโรงเรียนผับบาร์หรือไม่ ประเด็นคือ การติดต่อเป็นแบบคนสู่คน ถ้าเราปิดหมด เราก็ไม่รู้เลยว่าใครไปไหนบ้าง ขอทำความเข้าใจว่าโรคนี้จะยังอยู่ไปถึงปี 2553 ไม่เลือกสีเหลืองสีแดงเป็นได้ทุกคน ไม่เลือกรัฐบาลด้วย

 นายกฯกล่าวด้วยว่า อยากเรียนว่าพยายามที่จะไม่ให้เกิดความสับสน แต่ไม่ง่ายนัก ต้องบอกตรงไปตรงมาว่า 2-3 เดือนที่โรคนี้ปรากฏ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังถกเถียงกัน เพราะเป็นเรื่องใหม่ และบางทีการสื่อสารออกไปเกิดเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง อย่างเรื่องความรุนแรงของโรค แต่หลายประเทศขณะนี้เลิกตรวจหมดแล้ว เพราะไม่สามารถตรวจได้หมด และโรคนี้จะระบาดเร็ว

นักระบาดวิทยาคาดระบาดอีกหลายระลอกก่อนสิ้นปี

เมื่อเวลา 09.30 น.  สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และแผนกเรโทรไวโรโลยี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร-ฝ่ายสหรัฐ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การรายงานข่าวโรคอุบัติใหม่” มีการเสวนาเรื่อง “สถานการณ์โรคติดต่ออุบัติใหม่ล่าสุดในประเทศไทยและโลก” ขึ้นที่โรงแรมอมารี ออคิด รีสอร์ท แอนด์ ทาวเวอร์ พัทยา จ.ชลบุรี

 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาภาคสนาม หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนานักระบาดวิทยา สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะเกิดขึ้นอีกหลายระลอกต่อเนื่องก่อนสิ้นปี 2552 แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าระลอกที่ 2 จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งตามธรรมชาติของโรคนี้หากประเทศไทยไม่ดำเนินการมาตรการใดๆ ในการชะลอการแพร่ระบาดและป้องกันโรคเลย จะทำให้มีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 ของประชากร หากดำเนินการป้องกันเต็มที่จะมีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 50 เป็นเป้าหมายที่ฝ่ายควบคุมโรคต้องการให้เกิดขึ้น และหากดำเนินมาตรการเข้มข้นเฉพาะช่วงแรก ไม่เข้มข้นต่อเนื่อง เมื่อเกิดการระบาดของโรคในระลอกต่อไป จะทำให้คนไทยติดเชื้อถึงร้อยละ 65 ของประชากรทั้งประเทศ

 “การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศไทย จะสิ้นสุดลงต่อเมื่อมีประชากรติดเชื้อชนิดนี้ประมาณร้อยละ 50 ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่ติดเชื้อแล้วมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ หากเชื้อระบาดซ้ำก็จะไม่ติดเชื้ออีก สำหรับประเทศไทยพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อร้อยละ 30 สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคของไทยยังอยู่แค่ระยะเริ่มต้น เพราะยังเหลือประชาชนที่ไม่ติดเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติอีกร้อยละ 80 หากเกิดการระบาดอีกระลอกก็จะยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จนกว่ายอดผู้ติดเชื้อถึงร้อยละ 50 คือคนครึ่งประเทศมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติโรคจึงจะสงบ” นพ.โสภณ กล่าว

 นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรคร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำการสำรวจข้อมูลครัวเรือนเกี่ยวกับการป่วยโรคไข้หวัด 2009 ของไทย โดยจะสุ่มสอบถามทั่วประเทศว่ามีคนในครอบครัวป่วยหรือมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือไม่ เพื่อให้ทราบข้อมูลคนไทยที่ติดเชื้อไข้หวัด 2009 ที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการใช้ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคในประเทศว่าอยู่ในระดับใด ใกล้จะถึงช่วงการยุติการแพร่ระบาดหรือไม่ และเตรียมการวางแผนรับมืออย่างไร โดยจะเริ่มสำรวจเดือนนี้

หวั่นใช้เงินตรวจเชื้อมากไม่เหลืองบคุมโรค

 รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก หรือฮู ประกาศว่าจะยุติการรายงานจำนวนตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั่วโลก โดยจะรายงานเฉพาะประเทศที่มีการพบผู้ป่วยรายใหม่ เป็นรายแรกของประเทศเท่านั้น เนื่องจากการติดตามโรคชนิดนี้ ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าการรายงานตัวเลขผู้ป่วยในแต่ละประเทศไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นการบ่งบอกเพียงว่ามีการส่งเชื้อตรวจในห้องปฏิบัติการจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ ส่งผลให้หลายประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับค่าตรวจเชื้อจำนวนมาก อาจทำให้งบประมาณที่จะใช้ในการป้องกันและควบคุมโรคสำหรับการระบาดในอนาคตไม่เพียงพอ จึงเน้นให้แต่ละประเทศมุ่งเน้นการรักษาผู้ป่วยเป็นหลัก

ลดอายุเด็กกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อเหลือ 2 ปี

 รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวด้วยว่า กระทรวงสาธารณสุขประกาศลดอายุเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อนี้แล้วมีอาการรุนแรง จากเดิมอายุไม่เกิน 5 ปี เหลือไม่เกิน 2 ปี เนื่องจากข้อมูลของ รพ.ศิริราชและสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ พบว่าเด็กอายุ 3-5 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวและติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและไม่เสียชีวิต อีกทั้งจากการติดตามจำนวนผู้เดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลังจากที่โรคชนิดนี้แพร่ระบาดแล้วระยะหนึ่งลดลง เช่น ที่สถาบันเด็กฯ จากเดิมมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษา 800-900 ราย เหลือเพียง 700 ราย

ฮูไทยชี้พบเชื้อในหมูไม่เกินคาด

 นพ.สมชาย พีระปกรณ์ เจ้าหน้าที่ชำนาญการ องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่พบในสุกรที่กรุงบูเอโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินานั้น ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่ก็ต้องติดตามดูแนวโน้มในระยะยาวว่าจะเป็นอย่างไร พบในสุกรวงกว้างหรือไม่ และพบได้ในหลายพื้นที่หรือไม่ด้วย และต้องติดตามเฝ้าดูเชื้อโรคอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสุกรเปรียบเหมือนเป็นถังผสมเชื้อโรค เพราะสุกรสามารถรับไวรัสได้ทั้งของสุกร สัตว์ปีก และคน ซึ่งไม่มีใครสามารถทราบว่าเชื้อที่เกิดการผสมภายในตัวหมูจะรุนแรงหรือไม่ อาจรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดิมหรือจะรุนแรงกว่าเดิม โดยโรคสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้เร็วเหมือนไข้หวัดใหญ่ 2009 สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเหมือนไข้หวัดนก เอช 5 เอ็น 1 ซึ่งทั้งหมดไม่มีใครทราบได้ แต่ท้ายสุดนักวิทยาศาสตร์จะต้องเอาความจริงมาพิจารณาแนวโน้มอีกครั้ง” นพ.สมชาย กล่าว

 "ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก หรือตื่นกลัวจนไม่กล้ากินเนื้อหมู เพราะหากจะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 จากสุกรคงไม่ใช่จากการกินเนื้อหมูแน่นอน แต่เป็นการติดเชื้อจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหมู เช่นเดียวกันกับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ติดไข้หวัดนกจากสัตว์ปีกที่เลี้ยง ไม่ใช่จากการกินเนื้อไก่" นพ.สมชาย กล่าว

สธ.ปรับแนวรักษาหวัด 2009 

 นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงได้ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ ปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยโรคไข้หวัด 2009 โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 คือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีอาการปอดอักเสบ ซึมผิดปกติ กินอาหารไม่ได้หรือได้น้อยกว่าปกติ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ให้รับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ

 กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง และเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรงซึ่งมี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และกลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ โรคธาลัสซีเมีย ที่ทำให้ภูมิต้านทานโรคในร่างกายต่ำ รวมทั้งผู้ป่วยที่ต้องกินยาแอสไพรินมาเป็นเวลานาน เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจเพื่อป้องกันเลือดแข็งตัว และผู้ที่อ้วนมาก ให้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด อย่างน้อย 48 ชั่วโมง และพิจารณาให้ยาโอเซลทามิเวียร์ ถ้ามีอาการรุนแรงขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงแรก หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจาก 48 ชั่วโมงไปแล้ว

 กลุ่มที่ 3 เป็นผู้ป่วยที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง แนะนำวิธีการดูแลที่บ้าน ให้ยารักษาตามอาการ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาการจะหายได้เองภายใน 3-5 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นและมีอาการคือ หายใจเร็ว หายใจลำบาก ซึมผิดปกติ กินไม่ได้ หรืออาการไม่ดีขึ้นในวันที่สามของการป่วย แนะนำให้ผู้ป่วยรีบมาพบแพทย์ทันที

สาวใหญ่ตายสงสัยเป็นไข้หวัด 2009

  ร.ต.อ.สมเจตน์ พลาหลา ร้อยเวร สน.หัวหมาก กทม.รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 08.30 น. มีผู้ป่วยเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุในบ้านเลขที่ 148/449 ซอยรามคำแหง 190 แขวงและเขตมีนบุรี เมื่อไปถึงพบศพ น.ส.สายสุนี สิริปัญญาสุข อายุ 47 ปี เจ้าของบ้าน จากการสอบถามญาติของผู้ตาย ทราบว่า น.ส.สายสุนีมีโรคประจำตัวคือ โรคความดันสูง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ป่วยมีไข้ขึ้นสูง จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลลาดพร้าว และหมอได้สั่งจ่ายยารักษาอาการไข้หวัดแล้วให้กลับมาพักรักษาตัวที่บ้านได้ 2 วัน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงไปหาหมอโรงพยาบาลรามคำแหง แพทย์ตรวจพบว่า น.ส.สายสุนี ป่วยเป็นไข้หวัด 2009 จึงสั่งจ่ายยาแล้วให้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน จากนั้น น.ส.สายสุนี บอกว่ามีอาการปวดตามตัว กล้ามเนื้อ และกระดูกอย่างรุนแรง ก่อนจะเสียชีวิต

 ร.ต.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.สายสุนี จึงส่งศพไปตรวจชันสูตรยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง 

เผยวันสอบรอบพิเศษเด็กติดหวัด

   ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า มีนักเรียนแจ้งขอสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) รอบพิเศษ เนื่องจากป่วยเป็นไข้หวัด 2009 และไข้หวัดตามฤดูกาล และมีใบรับรองแพทย์รับรอง 62 ราย หลังจากวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จะทราบจำนวนที่แน่นอน โดย สทศ.กำหนดสอบรอบพิเศษ วันที่  8-9 สิงหาคม ที่ สทศ.อาคารพญาไท โดยนักเรียนต่างจังหวัดคาดว่ามีประมาณ 20 คน สทศ.จะดูแลเรื่องค่าที่พักและค่าเดินทางให้ ส่วนผู้ปกครองที่จะเดินทางมาด้วยจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

 "การสอบรอบพิเศษจะอนุญาตให้เฉพาะครั้งนี้เท่านั้น เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด  ส่วนการสอบรอบที่ 3 เดือนตุลาคมนี้ คงจะไม่มีการอนุญาตให้สอบชดเชยอีก จึงขอให้นักเรียนรักษาสุขภาพให้ดี" ศ.ดร.อุทุมพร กล่าว